Читать книгу: «กลับสู่ผืนโลก»

Шрифт:

ดานิโล เคลเมนโทนี (Danilo Clementoni)

กลับสู่ผืนโลก

การผจญภัยของแอซากิสกับเพทรี

ชื่อเรื่องต้นฉบับ: Il ritorno

แปลเป็นภาษาไทยโดย: อรกัญญ์ ภูมิโคกรักษ์

หนังสือเล่มนี้เป็นงานแต่ง ชื่อ ตัวละคร สถานที่และองค์กรใดๆ ที่กล่าวถึงเป็นงานจากจินตนาการของผู้แต่ง และเจตนาให้เรื่องเล่าเป็นแบบเฉพาะของตัวมันเอง ความคล้ายคลึงใดๆ กับเหตุการณ์หรือบุคคลจริงไม่ว่ามีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้วเป็นความบังเอิญล้วนๆ

กลับสู่ผืนโลก

สงวนลิขสิทธิ์ © 2013 Danilo Clementoni

ฉบับพิมพ์ครั้งแรก: เดือนพฤศจิกายน 2556

ฉบับพิมพ์ภาษาอังกฤษ: เดือนกันยายน 2559

ผู้แปลภาษาไทย: อรกัญญ์ ภูมิโคกรักษ์

จัดพิมพ์เองและพิมพ์เป็นเล่ม

เฟสบุ๊ค: https://www.facebook.com/danilo.clementoni

บล็อก: dclementoni.blogspot.it

อีเมล: d.clementoni@gmail.com

สงวนลิขสิทธิ์ ไม่มีส่วนใดของสิ่งพิมพ์เผยแพร่นี้ที่จะผลิตซ้ำได้ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตามซึ่งรวมถึงโดยเชิงกลหรือทางอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากบรรณาธิการ ยกเว้นการยกย่อหน้าสั้นๆ มาเพื่อวัตถุประสงค์ในการพิจารณาเท่านั้น

แก่ภรรยาและลูกชายของผมที่อดทนและให้ข้อเสนอแนะอันมีค่าซึ่งช่วยให้ผมได้ปรับปรุงทั้งเรื่องที่ผมเขียนและตัวผมเอง

ขอขอบคุณเพื่อนทุกคนเป็นพิเศษที่ให้ความสนับสนุนอันไม่สิ้นสุดและกระตุ้นให้ผมทำงานชิ้นนี้จนลุล่วง งานนี้คงไม่มีหวังถ้าปราศจากเพื่อนๆ

ผมขอขอบคุณ อรกัญญ์ ภูมิโคกรักษ์ ผู้แปล ที่ทำงานกับหนังสือเล่มนี้และแสดงความกระตือรือร้นในการแปลงานนี้จนสำเร็จลุล่วง

สารบญั

บทนำ 1

ยานธีออส – 1,000,000 กม. จากดาวพฤหัส 3

ดาวโลก – เทลล์เอลมูคาย์ยาร์ – อิรัก 7

ยานธีออส – โคจรรอบดาวพฤหัส 11

แนสซิริย์ยา – โรงแรม 15

ยานธีออส – สัญญาณเตือนเมื่อเข้าใกล้ 19

แนสซิริย์ยา – ภัตตาคาร แมสกูฟ 23

ยานธีออส – วัตถุลึกลับ 29

แนสซิริย์ยา – อาหารเย็น 35

ยานธีออส – การวิเคราะห์ข้อมูล 43

แนสซิริย์ยา – หลังอาหารเย็น 47

ยานธีออส – ผู้เฒ่า 57

แนสซิริย์ยา – การตื่นขึ้นมาใหม่ 63

ยานธีออส – ภาพของโลก 69

เทลล์เอลมูคาย์ยาร์ – การ ขุดค้น 79

ยานธีออส - การค้นพบอัน น่ากลัว 87

เทลล์เอลมูคาย์ยาร์ – โลงหิน 93

ยานธีออส – แถบดาวเคราะห์น้อย 105

เทลล์เอลมูคาย์ยาร์ – การโจมตียามวิกาล 111

ยานธีออส – ใบหน้าบนดาวอังคาร 119

เทลล์เอลมูคาย์ยาร์ – ความประหลาดใจในยามวิกาล 127

ยานธีออส – โคจรรอบโลก 133

เทลล์เอลมูคาย์ยาร์ – การ เปิดโปง 141

ยานธีออส – การเตรียมการสุดท้าย 155

เทลล์เอลมูคาย์ยาร์ – สี่ผู้คุ้มครองผู้ช่วงโชติ 161

เทลล์เอลมูคาย์ยาร์ – การติดต่อ 173

เทลล์เอลมูคาย์ยาร์ – การกู้คืน 185

ยานธีออส – อาคันตุกะบนยาน 199

ยานธีออส – วิวรณ์ 207

บรรณานุกรม 215

“เรากำลังเดินทางกลับมา ปีสุริยคติเพิ่งผ่านไปหนึ่งปีนับตั้งแต่เราจำเป็นต้องรีบเร่งออกจากดาวเคราะห์ดวงนั้น แต่สำหรับพวกเขาก็เป็นเวลา 3,600 ปีโลกแล้ว เราจะเจออะไรบ้าง”

บทนำ

ที่จริงดาวนิบิรุ (ดาวเคราะห์แห่งผู้ล่วงลับ) อย่างที่ชาวซูเมเรียนเรียก หรือมาร์ดุค (ราชาแห่งสวรรค์) อย่างที่ชาวบาบิลอนเรียก ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงที่สิบสองนั้น เป็นเทหวัตถุในอวกาศที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ของเราโดยใช้ระยะเวลา 3,600 ปี วงโคจรเป็นวงรีมาก สวนทาง (หมุนรอบดวงอาทิตย์ในทิศทางตรงกันข้ามกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ) และทำมุมเอียงกับระนาบของระบบสุริยะของเราอย่างชัดเจน

การโคจรแต่ละรอบได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระหว่างดาวเคราะห์ขนานใหญ่ในระบบสุริยะของเราเกือบทุกครั้งทั้งในด้านวงโคจรและโครงรูปของดาวเคราะห์ที่ประกอบเป็นระบบนี้ ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่สับสนวุ่นวายมากครั้งหนึ่งนั่นเองที่ดาวเคราะห์ดวงโตที่ชื่อเทียแมต ซึ่งอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสด้วยมวลประมาณเก้าเท่าของมวลโลกทุกวันนี้ และอุดมไปด้วยน้ำและกอปรด้วยดาวบริวารสิบเอ็ดดวง ถูกทำลายไปเมื่อเกิดการชนอย่างรุนแรง ดวงจันทร์หนึ่งในเจ็ดดวงที่โคจรรอบนิบิรุชนเข้ากับเทียแมตยักษ์ ผ่ากลางมันและเหวี่ยงซีกทั้งสองไปโคจรในทิศทางตรงกันข้าม ดาวบริวารดวงที่เหลือของนิบิรุทำให้กระบวนการนี้อวสานลงในการเปลี่ยนแปลงครั้งถัดมา (“วันที่สอง” แห่งปฐมกาล) โดยทำลายหนึ่งในสองซีกที่เกิดจากการชนครั้งแรกจนหมดสิ้น เศษหินที่เกิดจากการชนหลายครั้งทำให้เกิดสิ่งที่เวลานี้เรารู้จักกันในชื่อ “แถบดาวเคราะห์น้อย” หรือ “กำไลสวรรค์” อย่างที่ชาวซูเมเรียนเรียก ดาวเคราะห์เพื่อนบ้านกลืนกินมันเข้าไปบางส่วน โดยเฉพาะดาวพฤหัสเป็นดาวที่จับเศษหินส่วนใหญ่ไว้ จึงเพิ่มมวลของมันเองอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่เกิดขึ้นจากดาวบริวารจากหายนะครั้งนี้ซึ่งรวมถึงที่รอดจากเทียแมตนั้นถูก “ยิงออกไป” สู่วงโคจรชั้นนอกๆ เกิดเป็นสิ่งที่ขณะนี้เรารู้จักกันในนาม “ดาวหาง” ปัจจุบันส่วนที่รอดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สองอยู่ในวงโคจรอันเสถียรระหว่างดาวอังคารกับดาวศุกร์โดยมีดาวบริวารที่เหลือดวงสุดท้ายติดไปกับมันด้วย จึงเกิดเป็นสิ่งที่ขณะนี้เราเรียกว่าโลกและดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเพื่อนที่แยกจากกันไม่ได้

แผลเป็นที่เกิดจากการชนกันในจักรวาลซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4 พันล้านปีที่แล้วยังคงมองเห็นได้บางส่วนในทุกวันนี้ ขณะนี้น้ำปกคลุมท่วมส่วนแผลเป็นของดาวเคราะห์ในส่วนที่เรียกว่ามหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งกินพื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของพื้นผิวโลกโดยแผ่กว้างครอบคลุมอาณาเขต 179 ล้านตารางกิโลเมตร บนพื้นที่มหาศาลนี้ไม่มีผืนดินขนาดใหญ่ใดอยู่เลย แต่มีหลุมขนาดใหญ่ลึกกว่าสิบกิโลเมตรอยู่แทน

ปัจจุบันดาวนิบิรุมีโครงรูปเหมือนโลกมาก สองในสามส่วนปกคลุมด้วยน้ำในขณะที่ส่วนที่เหลือปกคลุมด้วยทวีปเดียวที่แผ่จากทิศเหนือไปทิศใต้โดยมีพื้นผิวรวมกว่า 100 ล้านตารางกิโลเมตร ผู้อยู่อาศัยบางส่วนได้ฉวยประโยชน์จากการที่ดาวเคราะห์ของตนอยู่ใกล้กับของเราเองมาเป็นเวลาหลายแสนปีแล้วโดยมาเยี่ยมเป็นประจำ แต่ละครั้งก็ส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรม ความรู้ เทคโนโลยีและวิวัฒนาการของมนุษยชาติเอง บรรพบุรุษของเราเรียกพวกเขาหลายแบบ แต่ชื่อที่ใช้แทนได้ดีที่สุดน่าจะเป็น “เทพเจ้า”

ยานธีออส – 1,000,000 กม. จากดาวพฤหัส

แอซากิสยืดเส้นยืดสายอย่างสบายอยู่บนเก้าอี้เท้าแขนสีเข้มที่ปรับเข้ากับสรีระอัตโนมัติ ซึ่งเพื่อนช่างฝีมือของเขาทำขึ้นมาด้วยมือตนเองในโอกาสที่เขาปฏิบัติภารกิจพิเศษระหว่างดาวเคราะห์เป็นครั้งแรก และมอบให้เขาเป็นของขวัญเมื่อหลายปีก่อน

“มันจะนำโชคมาให้” เพื่อนได้บอกเขาในวันนั้น “มันจะช่วยให้นายผ่อนคลายและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเวลาที่นายต้องการ”

เป็นจริงเช่นนั้น เขาได้ตัดสินใจอะไรหลายอย่างในขณะที่นั่งเก้าอี้ตัวนี้ และโชคก็มักเข้าข้างเขา เขาจึงรำลึกถึงความทรงจำอันมีค่านั้นเสมอเวลาตัดสินใจ ทั้งที่มีกฎจำนวนมากที่น่าจะห้ามไม่ให้ใช้เก้าอี้นี้โดยเฉพาะบนอากาศยานประเภทเบาเซน-1 อย่างลำที่เขาอยู่ในขณะนี้

กระจุกควันสีออกน้ำเงินลอยดิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากซิการ์ที่เขาคีบไว้ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้มือขวาในขณะที่ดวงตาของเขาพยายามตามรอยระยะทาง 4.2 หน่วยดาราศาสตร์1 ที่ยังคงแยกเขาให้ห่างจากจุดหมายปลายทาง แม้ว่าเขาได้เดินทางเช่นนี้มาหลายปีแล้ว แต่เสน่ห์แห่งความมืดมิดของอวกาศที่ล้อมรอบและดาวหลายพันดวงที่แต่งแต้มอวกาศนั้นยังคงสามารถตรึงความคิดของเขาไว้ได้ ช่องเปิดรูปไข่ขนาดใหญ่ตรงหน้าเขาทำให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ในทิศทางการเดินทางได้อย่างครบถ้วน และเขาก็ยังไม่วายประหลาดใจที่สนามพลังที่เป็นเยื่อบางๆ นั้นสามารถป้องกันเขาจากความหนาวเหน็บแห่งดวงดาวในอวกาศ ป้องกันไม่ให้อากาศหนีออกไปกะทันหัน และทำให้เขาไม่ถูกดูดเข้าไปสู่ความว่างเปล่าด้านนอก มิเช่นนั้นเขาคงตายเกือบจะในทันที เขาสูบซิการ์มวนยาวอย่างรวดเร็วและเพ่งดูภาพฮอโลแกรมตรงหน้าต่อไป เขาสามารถมองเห็นใบหน้าเหนื่อยล้าที่ไม่ได้โกนหนวดเคราของเพื่อนร่วมเดินทางได้ในภาพนั้น เพทรีกำลังซ่อมแซมระบบควบคุมบนท่อระบายอยู่ในอีกส่วนหนึ่งของยาน เขาทำตลกเล็กน้อยโดยทำให้ภาพตรงกลางบิดเบี้ยว ปล่อยควันที่เพิ่งสูบเข้าไป สร้างเป็นคลื่นที่ช่างทำให้เขานึกถึงการเคลื่อนที่พลิ้วไหวของนักเต้นระบำที่เขาได้ไปดูบ่อยๆ เมื่อเขาได้กลับบ้านเกิดในที่สุดและได้เพลิดเพลินไปกับการพักผ่อนที่เขาควรได้รับบ้าง

เพทรีผู้เป็นทั้งเพื่อนและเพื่อนร่วมผจญภัยของเขามีอายุเกือบสามสิบสอง และนี่เป็นภารกิจพิเศษครั้งที่สี่ในประเภทนี้ของเพทรี ร่างกายใหญ่โตและสง่างามทำให้ทุกคนที่พบเขาเกิดความเคารพ ด้วยดวงตาสีดำเหมือนอวกาศด้านนอก ผมยาวสีเข้มเป็นกระเซิงประบ่า ความสูงเกือบสองเมตรสามสิบ และทรวงอกและแขนอันทรงพลังที่สามารถยกเนบิร์2 ตัวโตเต็มวัยได้โดยไม่ต้องพยายาม เขายังคงมีจิตวิญญาณเป็นเด็ก ภาพดอกโซเอล3 บานในแสงแดดจะทำให้เขารู้สึกหวั่นไหว และเขาสามารถนั่งอยู่ได้นานเป็นชั่วโมงๆ ด้วยความปิติยินดีในขณะที่มองดูคลื่นแตกฟองบนชายฝั่งสีงาช้างของอ่าวซาราน4 บุคคลผู้เหลือเชื่อ ไว้ใจได้และจงรักภักดี ผู้พร้อมจะเสียสละชีวิตตนเองแทนชีวิตของเขาโดยปราศจากความลังเลแม้ชั่วครู่ เขาคงไม่มีวันจากมาโดยปราศจากเพทรีข้างกาย เพทรีเป็นคนเดียวในโลกที่เขาไว้ใจอย่างที่สุดและจะไม่มีวันทรยศเด็ดขาด

เครื่องยนต์ของยานซึ่งปรับเพื่อการเดินทางภายในระบบสุริยะส่งเสียงหึ่งแบบคลาสสิกเป็นสองช่วง สำหรับหูอันเชี่ยวชาญของ

แอซากิสแล้วเสียงนั้นหมายความว่ายานกำลังทำหน้าที่เป็นอย่างดี ด้วยการได้ยินไวเช่นนี้เขาจะสามารถรับรู้ความแปรผันในห้องปรับในระดับน้อยเพียง 0.0001 ลาสิก ได้เร็วกว่าที่ระบบควบคุมอัตโนมัติอันชาญฉลาดจะจับได้ เหตุผลนี้เองที่ทำให้แอซากิสได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการยานประเภทเพกาซัส

มีคนมากมายที่คงจะได้ยอมทำทุกอย่างให้ได้อยู่ในตำแหน่งนี้ แต่แอซากิสก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว

สิ่งปลูกฝังในลูกตาที่เรียกว่า โอ^คอม ทำให้เส้นทางที่คำนวณใหม่เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาตรงหน้าแอซากิส เป็นเรื่องไม่ธรรมดาที่วัตถุขนาดไม่กี่ไมครอนสามารถทำหน้าที่ประเภทนั้นได้ สิ่งปลูกฝังนี้ใส่เข้าไปในเส้นประสาทตาโดยตรงแล้วทำให้สามารถมองดูโต๊ะควบคุมทั้งชุดได้โดยซ้อนภาพทับบนภาพที่อยู่ตรงหน้าแอซากิส

จริงๆ ตอนแรกก็ไม่ได้ง่ายที่จะชินกับเวทมนตร์ดังกล่าวนี้ และอาการคลื่นไส้ก็เกือบจะจัดการไม่ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แอซากิสกลับไม่สามารถทำงานได้หากปราศจากสิ่งปลูกฝังนี้

ระบบสุริยะทั้งระบบหมุนรอบตัวเขาด้วยความสง่างามอันน่าหลงใหลทั้งหลายทั้งปวง จุดสีน้ำเงินขนาดเล็กใกล้กับดาวพฤหัสขนาดใหญ่โตแสดงตำแหน่งของยาน ส่วนเส้นบางสีแดงซึ่งโค้งกว่า

เวอร์ชั่นที่จางหายไปในขณะนี้เล็กน้อยบ่งถึงแนววิถีเข้าหาโลกแนวใหม่

แรงดึงดูดโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ดวงใหญ่ที่สุดในระบบนั้นน่าตกใจ จำเป็นต้องรักษาระยะปลอดภัยไว้ และมีเพียงกำลังของเครื่องยนต์ประเภทเบาเซนสองเครื่องเท่านั้นที่จะทำให้ธีออสหนีอ้อมกอดมรณะนี้ได้

“แอซากิส” เครื่องสื่อสารแบบเคลื่อนย้ายได้ที่ติดอยู่กับโต๊ะตรงหน้าแอซากิสส่งเสียงต่ำ “เราต้องตรวจสอบภาวะของคู่ต่อในส่วนกั้นแยกที่หก”

“นายยังไม่ได้ทำอีกหรือ” แอซากิสตอบด้วยน้ำเสียงแหย่ที่ทราบว่าจะทำให้เพื่อนโกรธ

“โยนซิการ์เหม็นๆ นั่นทิ้งไปแล้วมาช่วยกันหน่อย!” เพทรีคำราม

ว่าแล้วเชียว

แอซากิสทำให้เพทรีอารมณ์ขึ้นได้สำเร็จและกำลังรู้สึกสนุกเป็นบ้า

“มาแล้ว มาแล้ว กำลังมา เพื่อน อย่ามีน้ำโห”

“มาเลย ฉันอยู่กับเรื่องบ้านี่มาสี่ชั่วโมงแล้วและไม่มีอารมณ์จะมาตลก”

ไม่พอใจเหมือนเคย แต่ไม่มีสิ่งใดและไม่มีใครจะสามารถแยกทั้งสองออกจากกันได้

ทั้งสองได้รู้จักกันตั้งแต่เด็ก เพทรีเป็นผู้ที่ได้ช่วยชีวิตแอซากิสจากการถูกตีซ้ำๆ (เพทรีเป็นเด็กที่ตัวใหญ่กว่ามาก) มากกว่าหนึ่งครั้ง โดยใช้ขนาดตัวอันน่าเกรงขามเข้าขวางระหว่างเพื่อนของตนกับแก๊งอันธพาลขาประจำซึ่งแอซากิสเป็นเป้าหมายบ่อยมาก

สมัยเป็นเด็กผู้ชาย แอซากิสไม่แน่ใจว่าตนจะเป็นคนประเภทที่เพศตรงข้ามผู้น่าดึงดูดใจมากหน่อยจะแย่งกัน แอซากิสแต่งกายในลักษณะซอมซ่อเสมอโดยมีศีรษะที่โกนผมเกลี้ยง ร่างกายผอมบาง และเชื่อมต่อกับระบบจีซีเอส5 ตลอดเวลา ซึ่งเขาจะซึมซับข้อมูลปริมาณมหาศาลเร็วกว่าคนส่วนใหญ่สิบเท่า ต้องขอบคุณความสามารถทางวิชาการอันโดดเด่นที่ทำให้แอซากิสได้รับอนุญาตการเข้าถึงในระดับซีตั้งแต่เมื่ออายุสิบปีโดยมีทางเลือกเสริมในการค้นหาความรู้ที่เพื่อนระดับเดียวกันส่วนใหญ่หาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งปลูกฝังในประสาทที่เรียกว่า เอ็น^คอม ซึ่งจัดการเข้าถึงประเภทนี้ให้เขานั้นมีอาการข้างเคียงเล็กๆ น้อยๆ หลายประการ ระยะการได้มาซึ่งความรู้นั้นต้องอาศัยสมาธิเต็มที่ เนื่องจากได้ใช้เวลาส่วนใหญ่เช่นนี้ เขาจึงมีลักษณะที่ดูเฉยเมยเกือบตลอดเวลาโดยจะจ้องไปที่ความว่างเปล่า ตัดขาดจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว ความจริงมีคนคิดบ่อยๆ ว่าเขาปัญญาอ่อนเล็กน้อยไม่ว่าผู้เฒ่าจะกล่าวอย่างไรก็ตาม

เรื่องนี้ไม่เคยสำคัญต่อเขาเลย

ความกระหายความรู้ของแอซากิสไม่เคยมีขีดจำกัด แอซากิสเชื่อมต่อแม้ในเวลากลางคืน แม้ว่าในขณะที่นอนหลับความสามารถในการได้มาซึ่งความรู้จะลดลงเหลือ 1% อันเนื่องมาจากความจำเป็นต้องใช้สมาธิเต็มที่นั่นเอง แต่แอซากิสไม่เคยปรารถนาที่จะเสียแม้สักชั่วครู่ของชีวิตไปโดยไม่ใช้โอกาสในการพัฒนาความรู้พื้นฐานโดยเฉพาะทางวัฒนธรรม

แอซากิสลุกขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยและตรงไปยังส่วนกั้นแยกที่หกซึ่งเพื่อนกำลังรออยู่

ดาวโลก – เทลล์เอลมูคาย์ยาร์ – อิรัก

เอลิซา ฮันเทอร์ พยายามปาดหยดเหงื่อน่าชิงชังออกจากหน้าผากอีกครั้งหนึ่ง หยดเหงื่อดูเหมือนมุ่งมั่นที่จะหยดลงบนจมูกอย่างช้าๆ และหยดลงสู่ทรายร้อนๆ ใต้ตัวเอลิซาผู้ได้คุกเข่ามาหลายชั่วโมงแล้วพร้อมด้วยเกรียงมาร์ชอลล์ทาวน์6 ที่แยกห่างจากตัวไม่ได้ เพื่อค่อยๆ ขูดพื้นดินแบบไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ เพื่อพยายามขุดวัตถุที่ดูเหมือนส่วนบนของศิลาหน้าหลุมฝังศพขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เธอยังคงไม่เชื่อทฤษฎีนี้ตั้งแต่แรก เธอได้ทำงานใกล้ซิกกูแรตแห่งเมืองอูร์7 มาเกือบสองเดือนแล้ว เนื่องจากชื่อเสียงในฐานะนักโบราณคดีและความรู้เชี่ยวชาญในภาษาซูเมเรียน เธอจึงได้รับอนุญาตให้ทำงานที่นั่น มีการพบหลายหลุมฝังศพแล้วตั้งแต่การขุดค้นครั้งแรกๆ ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่สิ่งประดิษฐ์เช่นนี้ไม่เคยพบในหลุมฝังศพใด ด้วยรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสและขนาดใหญ่พอควร มันจึงดูเหมือน “ฝา” ของภาชนะบางประเภทมากกว่าโลงหิน วัตถุที่ฝังไว้ที่นั่นเมื่อหลายพันปีก่อนเพื่อปกป้องหรือซ่อนบางสิ่งบางอย่าง

น่าเสียดายที่เธอยังไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่คาดว่าเป็นภาชนะนี้อาจสูงเพียงใดเพราะจนถึงขณะนี้เพิ่งพบเพียงส่วนเล็กๆ ของส่วนบนเท่านั้น รอยแกะสลักอักษรรูปลิ่มที่ปกคลุมพื้นผิวที่มองเห็นได้ทั้งหมดของฝาไม่เหมือนสิ่งใดที่เธอเคยเห็น

การแปลรอยแกะสลักเหล่านั้นคงจะใช้เวลาหลายวันหลายคืนไม่ได้หลับได้นอน

“ด็อกเตอร์ฮันเทอร์”

เอลิซาเงยหน้า ใช้มือขวาป้องตาจากแสงแดด เอลิซาเห็นฮีแชมซึ่งเป็นผู้ช่วยของตนรีบเร่งมาหา

“อาจารย์ครับ” ฮีแชมเรียกอีกครั้ง “มีโทรศัพท์มาหาจากฐาน ฟังดูเป็นเรื่องด่วน”

“โอเค ขอบใจฮีแชม”

เอลิซาฉวยโอกาสจากการถูกบังคับหยุดพักนี้จิบน้ำซึ่งจนถึงขณะนี้เกือบเดือดแล้วจากกระติกน้ำที่เหน็บไว้กับเข็มขัดเสมอ

โทรศัพท์จากฐาน... สามารถหมายความได้เพียงว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง

เอลิซาลุกขึ้นยืน ปัดกลุ่มฝุ่นออกจากกางเกงขายาว และเดินอย่างมีจุดหมายไปยังกระโจมที่ทำหน้าที่เป็นฐานวิจัย

เอลิซาเปิดซิปที่ยึดกระโจมให้เปิดครึ่งหนึ่งและก้าวเข้าไปด้านใน ใช้เวลาชั่วครู่กว่าดวงตาจะปรับตามการเปลี่ยนแปลงแสงสว่าง แต่ทั้งนี้ไม่ได้หยุดไม่ให้เอลิซาจำได้ว่าเป็นใบหน้าของพันเอกแจ็ก

ฮัดสัน บนตัวจอภาพ เขากำลังจ้องมองความว่างเปล่าอย่างเคร่งขรึม รอให้เอลิซาปรากฏตัว

พันเอกผู้นี้รับผิดชอบทีมต่อต้านผู้ก่อการร้ายเชิงกลยุทธ์ที่ประจำอยู่ในแนสซิริย์ยา แต่หน้าที่ที่แท้จริงของเขาคือ การประสานงานโปรแกรมวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่หน่วยเอลแซด8 ที่ถือว่าไม่มีอยู่จริงเป็นผู้จัดตั้งและเฝ้าสังเกต หน่วยนี้ถูกห่อหุ้มอยู่ในความลึกลับตามปรกติที่ห่อหุ้มองค์กรทั้งหลายประเภทนี้ มีไม่กี่คนที่ทราบความมุ่งประสงค์และเป้าหมายขององค์กรนี้จริงๆ สิ่งที่แน่นอนมีเพียงว่าการบังคับบัญชาทางยุทธการจะรายงานตรงต่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

เอลิซาไม่ได้ให้ความสำคัญกับทั้งหมดทั้งปวงเหล่านี้นัก เหตุผลที่แท้จริงที่เอลิซายอมรับคำเสนอให้เข้าร่วมในหนึ่งในการสำรวจเหล่านี้คือ เพื่อที่ตัวเธอจะสามารถกลับไปยังสถานที่ที่รักที่สุดในโลกได้ในที่สุดและได้ทำงานที่รัก ทั้งที่มีอายุค่อนข้างอ่อนเยาว์ (สามสิบแปด) แต่เอลิซาเป็นหนึ่งในผู้ประสบความสำเร็จที่สุดในสาขาของเธอ

“อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านผู้พัน” เอลิซากล่าวพร้อมยิ้มหวานที่สุด “ทำไมฉันถึงได้รับเกียรตินี้คะ”

“ด็อกเตอร์ฮันเทอร์ ไม่มีความจำเป็นต้องเสแสร้งกัน คุณทราบดีมากว่าผมโทรมาทำไม ใบอนุญาตที่คุณได้รับให้ทำงานให้เสร็จสิ้นหมดอายุเมื่อสองวันที่แล้ว คุณอยู่ที่นั่นอีกต่อไปไม่ได้”

เสียงของเขาหนักแน่นและเด็ดขาด ครั้งนี้แม้แต่เสน่ห์ที่ปฏิเสธไม่ได้ของเอลิซาก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ได้ต่อเวลาใดๆ เอลิซาตัดสินใจวางไพ่ใบสุดท้าย

ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2546 เมื่อรัฐบาลผสมที่นำโดยประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจบุกอิรักด้วยเจตนาชัดแจ้งในการขับไล่ผู้นำเผด็จการ ซัดดัม ฮุสเซน ผู้ถูกกล่าวหาว่าครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง (ข้อกล่าวหาที่ต่อมาพิสูจน์แล้วว่าไม่มีมูล) และสนับสนุนอิสลามกับการก่อการร้ายในอิรัก การวิจัยทางโบราณคดีทั้งหลายซึ่งยากลำบากพออยู่แล้วในเวลาแห่งสันติก็ต้องถอยหลังเข้าคลอง มีเพียงการสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2546 เท่านั้นที่ได้จุดความหวังของนักโบราณคดีทั่วโลกขึ้นมาอีกครั้งว่าตนจะสามารถเข้าถึงสถานที่ที่อารยธรรมโบราณที่สุดในประวัติศาสตร์ได้พัฒนาขึ้นมาก่อนกระจายวัฒนธรรมไปทั่วโลกได้อีกครั้ง การตัดสินใจของเจ้าหน้าที่อิรักในช่วงปลาย พ.ศ. 2554 ในการเปิดการขุดค้นขึ้นอีกครั้งในสถานที่บางแห่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันประมาณมิได้เพื่อ "ส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมต่อไป" ได้เปลี่ยนความหวังให้เป็นความแน่นอนในที่สุด คณะวิจัยหลายคณะที่เจ้าหน้าที่กรรมาธิการที่เหมาะสมคัดเลือกและควบคุมดูแลจะสามารถทำงานเป็นเวลาจำกัดในบริเวณสำคัญที่สุดที่เป็นที่สนใจทางโบราณคดีในอาณาเขตอิรักได้ภายใต้ความอุปถัมภ์ของสหประชาชาติ และการอนุญาตมากมายที่ “เจ้าหน้าที่” จำนวนนับไม่ถ้วนลงนามและยืนยันก่อนหน้านี้

“ท่านผู้พันที่รักคะ” เอลิซาเริ่ม โดยเอนเข้าหาเว็บแคมให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อว่าตาสีเขียวมรกตดวงโตของเธอจะได้ผลที่หวัง “ท่านพูดถูกต้องทุกประการ”

เอลิซาทราบว่าการให้หน้าแก่ผู้ที่โทรมาจะทำให้อารมณ์ของเขาเป็นบวกขึ้น

“แต่เราใกล้มากแล้วตอนนี้”

“ใกล้อะไร” พันเอกคำราม ยืดตัวตรงบนเก้าอี้และวางกำปั้นบนโต๊ะทำงาน “คุณพูดเรื่องเดิมมาหลายสัปดาห์แล้ว ผมสนับสนุนคุณไม่ได้อีกต่อไปถ้าคุณไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม”

“ถ้าท่านจะให้เกียรติร่วมรับประทานอาหารเย็นกับฉันคืนนี้ ฉันยินดีจะให้ท่านดูอะไรบางอย่างที่จะทำให้ท่านคิดใหม่ ท่านจะว่ายังไงคะ”

เอลิซายิ้มสวยอวดฟันขาวและใช้มือสางผมยาวสีทอง เอลิซาแน่ใจว่าสามารถโน้มน้าวเขาได้

พันเอกขมวดคิ้ว พยายามคงหน้าตาโกรธไว้ แต่แม้แต่ตัวเขาก็ทราบว่าเขาจะไม่สามารถต้านทานข้อเสนอนี้ได้ เขาชอบเอลิซามาตลอด และความคิดเรื่องอาหารเย็นสองคนก็น่าสนใจ

ทั้งที่อายุสี่สิบแปดปี แต่เขายังคงเป็นชายที่น่าดึงดูดใจ ด้วยหุ่นนักกีฬา กรามเป็นสัน ผมสั้นเกรียนสีดอกเลา สายตาเด็ดขาดในดวงตาสีฟ้าจัด ความรู้กว้างทั่วไปที่ทำให้สนทนาในหัวข้อต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง และเสน่ห์อันไม่อาจปฏิเสธได้ของเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ เขายังคงเป็นชายที่ “น่าสนใจ”

“ตกลง” พันเอกเป่าลมออกทางจมูกอย่างแรง “แต่เย็นนี้คุณจะต้องนำอะไรที่น่าตื่นเต้นมาให้ผมหน่อย ไม่อย่างนั้นคุณก็เริ่มเก็บข้าวของขยะและจัดกระเป๋าดีกว่า” เขาพยายามใช้น้ำเสียงแสดงอำนาจที่สุดที่มี แต่ก็ทำได้ไม่ดีนัก

“เตรียมตัวให้พร้อมภายในสองทุ่มนะครับ ผมจะส่งรถมารับคุณที่โรงแรม” เขาตัดการสนทนาโดยไม่กล่าวลา

แย่สุดๆ ฉันต้องรีบแล้ว ฉันมีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนมืด

“ฮีแชม” เอลิซาเรียกพร้อมกับมองออกมาจากกระโจม “เรียกทั้งทีมมารวมกันนะ ฉันกำลังจะต้องการความช่วยเหลือทุกอย่างที่เป็นไปได้เลย”

เอลิซารีบเดินผ่านระยะทางสองสามเมตรที่แยกตัวเธอห่างจากบริเวณขุดค้น ทิ้งกลุ่มฝุ่นไว้ตามหลัง ภายในไม่กี่นาทีทุกคนก็มาพร้อมรอบตัวเธอ รอคอยคำสั่ง

“คุณช่วยเอาทรายออกจากมุมนั้นหน่อยค่ะ” เอลิซาสั่งโดยชี้ไปยังหินด้านที่อยู่ไกลที่สุด “ส่วนคุณช่วยเขา ฉันขอแนะนำให้ระวังๆ ด้วย ถ้ามันเป็นสิ่งที่ฉันคิดไว้ก็อาจช่วยเราได้”

ยานธีออส – โคจรรอบดาวพฤหัส

มอดูลโอนย้ายภายในรูปทรงกลมขนาดเล็กแต่สบายมากนั้นกำลังเดินทางด้วยความเร็วเฉลี่ยราวๆ 10 ม./วินาที ตามท่อสามซึ่งจะนำแอซากิสไปยังทางเข้าของส่วนกั้นแยกที่เพทรีผู้เป็นเพื่อนกำลังรออยู่

ยานธีออส ซึ่งมีรูปทรงกลมเช่นกันและเส้นผ่านศูนย์กลางเก้าสิบหกเมตร มีสิบแปดท่อโดยแต่ละท่อยาวกว่าสามร้อยเมตรเล็กน้อย ท่อเหล่านี้ได้รับการก่อสร้างเป็นรูปเส้นเมริเดียนที่ห่างกันสิบองศาเพื่อให้ครอบคลุมทั้งเส้นรอบวง แต่ละระดับของยี่สิบสามระดับนั้นสูงสี่เมตรโดยมีข้อยกเว้นที่ระดับตรงกลาง (ระดับที่สิบเอ็ด) ซึ่งวัดความสูงได้สองเท่า ระดับเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายโดยอาศัยการที่แต่ละท่อหยุดที่ทุกชั้น การเคลื่อนที่ระหว่างจุดที่ห่างกันมากที่สุดสองจุดในยานจะใช้เวลามากที่สุดสิบห้าวินาที มีประสิทธิภาพมาก

มอดูลหยุดแบบแทบไม่รู้สึกเลย ประตูเปิดออกพร้อมเสียงแฉ่เล็กน้อย เพทรียืนอยู่ตรงนั้น กางขาและกอดอก

“ฉันรอมาเป็นชั่วโมงๆ แล้ว” เพทรีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ชวนให้เชื่อเท่าใด “นายทำให้ตัวกรองอากาศตันด้วยไอ้อะไรเหม็นๆ ที่พกติดตัวอยู่ตลอดเสร็จหรือยัง” เป็นการเปรยถึงซิการ์แท้ๆ

แอซากิสดึงเครื่องวิเคราะห์พกพาออกจากเข็มขัดและสะบัดนิ้วหัวแม่มือกระตุ้นเครื่องโดยยิ้มเย้ยไม่สนใจคำพูดยั่วยุ

“ถือนี่ไว้ เราต้องรีบ” แอซากิสตอบพร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งส่งเครื่องไปให้เพทรีในขณะที่พยายามใช้มืออีกข้างวางตำแหน่งเซนเซอร์ภายในคู่ต่อทางขวามือของตน “เวลาถึงปลายทางโดยประมาณอยู่ที่ประมาณ 58 ชั่วโมง และฉันกำลังกังวล”

“ทำไมล่ะ” เพทรีถาม แปลกใจเล็กน้อย

“ไม่รู้สิ ฉันมีความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปรกติ”

อุปกรณ์ที่เพทรีกำลังถืออยู่เริ่มส่งเสียงระลอกหนึ่งออกมาด้วยความถี่ต่างๆ เพทรีตรวจสอบวัตถุนั้นโดยไม่ทราบเลยว่าหมายความว่าอะไร เพทรีเงยหน้าขึ้นไปมองเพื่อนเพื่อค้นหาสัญญาณคำอธิบายบางประการ แต่ไม่พบสัญญาณอะไร แอซากิสวางเซนเซอร์เข้าไปในคู่ต่ออีกตัวหนึ่งโดยเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง เสียงที่ไม่สามารถเข้าใจได้อีกระลอกหนึ่งดังออกมาจากเครื่องวิเคราะห์ ตามด้วยความเงียบ แอซากิสดึงอุปกรณ์คืนจากเพื่อน มองดูผลอย่างใกล้ชิดแล้วยิ้ม

“ทุกอย่างปรกติ เราสามารถดำเนินการต่อได้”

เพิ่งตอนนั้นเองที่เพทรีสังเกตพบว่าตนได้หยุดหายใจไปขณะหนึ่ง เพทรีถอนหายใจยาวและรู้สึกผ่อนคลายทันที ไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใด ความผิดพร่องในคู่ต่อคงทำให้ภารกิจล้มเหลวซึ่งบังคับให้ต้องหันหลังกลับ เป็นสิ่งสุดท้ายที่ทั้งสองต้องการ เกือบถึงอยู่แล้ว

“ฉันจะล้างเนื้อล้างตัวหน่อย” เพทรีกล่าวพร้อมกับพยายามสลัดฝุ่นออกเล็กน้อย “การมาที่ท่อเป็นอย่างนี้ตลอด...” และกล่าวเพิ่มเติมโดยเผยอริมฝีปากบน “ได้ความรู้!”

แอซากิสยิ้ม “เจอกันที่สะพาน”

เพทรีเรียกแคปซูล และชั่วครู่ถัดมาก็จากไป

ระบบกลางประกาศว่าทั้งสองได้ผ่านออกจากวงโคจรรอบดาวพฤหัสแล้วอย่างปลอดภัยและกำลังมุ่งหน้าสู่โลกอย่างราบรื่น ด้วยการชำเลืองมองอย่างรวดเร็วไปทางขวา แอซากิสขอให้โอ^คอมแสดงเส้นทางให้ดูอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้จุดสีน้ำเงินที่เคลื่อนที่ไปตามเส้นสีแดงอยู่ในตำแหน่งใกล้วงโคจรดาวอังคารเข้าไปอีกเล็กน้อย การนับถอยหลังแสดงให้เห็นว่าเวลาถึงจุดหมายโดยประมาณเท่ากับ 58 ชั่วโมงพอดี และความเร็วของยานอยู่ที่ 3,000 กม./วินาที แอซากิส

กำลังวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้าม ยานอวกาศซึ่งทั้งสองกำลังเดินทางอยู่เป็นลำแรกที่ครบครันด้วยเครื่องยนต์เบาเซนใหม่ซึ่งแนวคิดหลักแตกต่างจากสิ่งใดก็ตามที่ใช้ก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ผู้ออกแบบอ้างว่าเครื่องยนต์ประเภทนี้จะสามารถขับเคลื่อนยานด้วยความเร็วใกล้กับเศษหนึ่งส่วนสิบของความเร็วแสง แอซากิสยังไม่เคยกล้าลอง สำหรับขณะนี้ 3,000 กม./วินาที ดูเหมือนมากกว่าเพียงพอสำหรับการเดินทางด้วยยานเป็นครั้งแรก

จากลูกเรือห้าสิบหกคนที่น่าจะอยู่บนยานธีออสตามปรกติ เพียงแปดคนได้รับเลือกสำหรับภารกิจแรกนี้ซึ่งรวมถึงเพทรีและแอซากิสด้วย เหตุผลที่ผู้เฒ่าให้ไม่ชัดเจน พวกเขาคาดว่าเป็นเพราะลักษณะและจุดหมายปลายทางของการเดินทางคงมีความยากลำบากอย่างชัดเจน และการไม่นำหลายชีวิตมากเกินไปไปเสี่ยงคงดีกว่า

ถ้าอย่างนั้นเราเป็นตัวเบี้ยหรือ พูดอะไรอย่างนั้น การสนทนาจะจบลงเช่นนี้เสมอ เมื่อเป็นเรื่องของการนำคอใครสักคนไปพาดเขียงจะเป็นคอใครล่ะ แอซากิสและเพทรีไง

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด นิสัยรักการผจญภัยและความสามารถอันโดดเด่นในการหาคำตอบในสถานการณ์ที่ “ท้าทาย” ของทั้งสอง ได้ทำให้ทั้งสองได้สัมปทานสองสามครั้ง

แอซากิสอาศัยในอาคารใหญ่โตในเมืองแสนสวยแห่งซารานทางใต้ของทวีปซึ่งได้เคยใช้เป็นโกดังสำหรับช่างฝีมือท้องถิ่น เพราะ “สัมปทาน” เหล่านี้ แอซากิสจึงได้รับอนุญาตให้ดัดแปรอาคารตามรสนิยมของตนเอง

ผนังด้านใต้ทั้งผนังได้รับการแทนที่ด้วยสนามพลังเหมือนที่ใช้ในยานเพื่อให้แอซากิสสามารถชื่นชมทิวทัศน์แสนวิเศษของอ่าวด้านล่างได้จากเก้าอี้เท้าแขนที่ปรับเข้ากับสรีระอัตโนมัติตัวที่แยกจากเขาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากจำเป็น ทั้งผนังสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบสามมิติขนาดยักษ์ได้ซึ่งคนหนึ่งๆ สามารถมองเห็นการสื่อสัญญาณจีซีเอสได้มากถึงสิบสองอย่างพร้อมกัน ระบบการดูแลควบคุมและการจัดการอันชาญฉลาดนี้ได้ทำให้

แอซากิสรวบรวมข้อมูลสำคัญยิ่งได้ล่วงหน้ามากกว่าหนึ่งครั้งแล้วซึ่งหมายความว่าแอซากิสสามารถทำให้แม้แต่วิกฤตที่อยู่ไกลออกไปกลับสภาพปรกติได้อย่างเรียบร้อย แอซากิสจะไม่มีวันเลิกใช้เลย

ปีกด้านหนึ่งทั้งปีกของอดีตโกดังสงวนไว้สำหรับชุดของสะสมที่ระลึกจากภารกิจต่างๆ ในอวกาศตลอดเวลาหลายปี แต่ละชิ้นเตือนให้แอซากิสระลึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่จำเพาะเจาะจง และทุกครั้งที่อยู่ท่ามกลางของสัพเพเหระแปลกประหลาดพวกนี้ แอซากิสอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณโชคลาภและโดยเฉพาะเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ผู้ได้ช่วยชีวิตแอซากิสมามากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว

เพทรีผู้โดดเด่นทางวิชาการเช่นกันไม่ใช่ผู้ชื่นชอบเทคโนโลยีในการส่งข้อมูล แม้จะสามารถขับเครื่องบินได้เกือบทุกประเภทและแม้จะคุ้นเคยกับอาวุธหรือระบบการสื่อสารท้องถิ่นหรือระหว่างดาวเคราะห์เกือบทุกประเภท แต่เพทรีนิยมพึ่งพาสัญชาตญาณและทักษะที่ใช้มือในการทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับสู่สภาพปรกติมากกว่า มีหลายครั้งที่เพทรีได้เปลี่ยนกองเศษโลหะไร้รูปทรงไปเป็นวิธีการขนส่งหรืออาวุธป้องกันตัวอันน่าเกรงขามอย่างรวดเร็วและโดดเด่นมาก เพทรีสามารถสร้างได้เกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ ส่วนหนึ่งนี้เป็นสิ่งที่เพทรีได้รับถ่ายทอดจากพ่อซึ่งเป็นช่างฝีมือเจ้าความคิด แต่หลักๆ แล้วเป็นเพราะความหลงใหลในศิลปะ ที่จริงแล้วสมัยเมื่อเป็นเด็กผู้ชาย เพทรีมักเลื่อมใสและยำเกรงการที่ช่างฝีมือสามารถเปลี่ยนสสารไร้ประโยชน์ไปเป็นของที่มีอรรถประโยชน์และเทคโนโลยีในขณะที่ยังสร้างวัตถุที่มี “ความสวยงาม” ได้ด้วย

เสียงดังอย่างไม่น่าพอใจและเป็นช่วงๆ กระตุกแอซากิสกลับสู่ความเป็นจริง สัญญาณเตือนเมื่อเข้าใกล้แบบอัตโนมัติได้รับการกระตุ้นให้ทำงานแล้ว

แนสซิริย์ยา – โรงแรม

โรงแรมไม่ใช่ระดับห้าดาวแน่นอน แต่สำหรับบางคนที่ได้ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในกระโจมในทะเลทราย แม้แต่ฝักบัวอาบน้ำก็จัดว่าเป็นความหรูหราได้ เอลิซาปล่อยให้น้ำเย็นสดชื่นนวดคอและไหล่ ร่างกายต้อนรับความเย็นเข้ามา และอาการสั่นอย่างไม่น่าพอใจเป็นระลอกก็วิ่งลงตามแผ่นหลัง

คนเราตระหนักว่าของบางสิ่งสำคัญมากเพียงใดเมื่อไม่มีของนั้นอีกต่อไปแล้ว

เป็นเวลามากกว่าสิบนาทีก่อนที่เอลิซาจะตัดสินใจออกจากห้องน้ำ ไอน้ำได้ทำให้เกิดฝ้าบนกระจกซึ่งแขวนเอียงอยู่อย่างชัดเจน

เอลิซาพยายามทำให้ตรง แต่ทันทีที่ปล่อยมือ กระจกก็กลับไปสู่ตำแหน่งบิดเบี้ยวอีก ในที่สุดเอลิซาก็เลิกสนใจ เอลิซามองดูตนเองอย่างชื่นชมขณะเช็ดน้ำที่อยู่บนตัวออกด้วยแถบผ้าขนหนู เมื่อสาวกว่านี้เพียงไม่กี่ปี เอลิซามักได้รับเสนองานเป็นนางแบบหรือนักแสดง บางทีเอลิซาอาจได้เป็นนางพญาแห่งภาพยนตร์หรือภรรยาของนักฟุตบอล แต่เงินไม่เคยทำให้เอลิซาสนใจมากนัก เอลิซาชอบให้เหงื่อออก กินฝุ่น ศึกษาอักษรโบราณและเยี่ยมเยียนสถานที่ที่ถูกลืมมากกว่า สำหรับเอลิซาแล้วการผจญภัยหมายถึงเลือดและอารมณ์ที่เกี่ยวข้องในการหาวัตถุโบราณ การขุดสิ่งเหลือค้างจากหลายพันปีก่อนขึ้นมา ไม่มีสิ่งอื่นใดเทียบได้

เอลิซาเคลื่อนตัวเข้าใกล้กระจกมากขึ้นพร้อมกับมองดูเส้นน่าชิงชังเล็กๆ ที่หางตา มือขยับไปหากระเป๋าเครื่องสำอางโดยอัตโนมัติ

เอลิซาดึงครีมต้านความเสื่อมตามวัยออกมา “รอยย่นน้อยลงอย่างสังเกตเห็นได้ในไม่ถึงสัปดาห์” เอลิซาทาครีมบนใบหน้าอย่างระมัดระวังและจ้องดูตัวเองอย่างตั้งใจ ครีมกำลังกล่าวอ้างว่าจะสร้างปาฏิหาริย์หรือเปล่า แต่มันก็บอกไว้จริงๆ ว่าผลจะเห็นได้เฉพาะหลังจากเจ็ดวัน

แอลิซายิ้มให้ตัวเองและให้ผู้หญิงอื่นทุกคนผู้ยินยอมให้ตนเองติดกับดักการโฆษณาดังกล่าว

นาฬิกาบนผนังเหนือเตียงแสดงเวลา 19.40 น. เอลิซาคงจะไม่มีทางพร้อมได้ในเวลาเพียงยี่สิบนาที

เอลิซาเช็ดตัวอย่างเร่งรีบโดยปล่อยให้ผมสีบลอนด์ยาวเปียกเล็กน้อย และยืนหน้าตู้เสื้อผ้าที่ทำด้วยไม้สีเข้มซึ่งมีเสื้อผ้าเก๋สองสามชุดที่จัดการนำติดตัวมาด้วยแขวนอยู่ ในเวลาอื่นๆ เอลิซาคงใช้เวลาหลายชั่วโมงตัดสินใจว่าชุดใดเหมาะกับโอกาสที่สุด อย่างไรก็ตาม เย็นนั้นมีตัวเลือกจำกัด เอลิซาเลือกชุดกระโปรงสีดำสั้นโดยไม่ต้องคิดมากเกินไป ชุดสวย เซ็กซี่แน่นอน แต่ไม่โป๊ มีช่วงคอที่ช่วยส่งที่จะเน้นรูปร่างยั่วยวนของเอลิซาอย่างแน่นอน เอลิซานำชุดออกจากไม้แขวนแล้วเหวี่ยงอย่างสวยงามลงบนเตียง

19.50 น. การไปสายอาจเป็นอภิสิทธิ์ของสุภาพสตรี แต่เอลิซาเกลียดมัน

เอลิซามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นรถอเนกประสงค์สีเข้มเป็นมันเงาอยู่นอกประตูโรงแรม วัยรุ่นที่แต่งกายในชุดเสื้อผ้าทหารที่ต้องเป็นคนขับรถของเอลิซาแน่ๆ กำลังพิงฝากระโปรงหน้าและใช้เวลารอคอยให้เป็นประโยชน์ที่สุดโดยการสูบบุหรี่อย่างสงบ

เอลิซาเสริมดวงตาอย่างบรรจงที่สุดด้วยดินสอและมาสคาร่า ทา

กลอสบนริมฝีปากอย่างรวดเร็ว ในขณะที่พยายามกระจายกลอสให้สม่ำเสมอโดยห่อปากจูบอากาศ เอลิซาก็สวมต่างหูคู่โปรดไปด้วยโดยต้องควานหารูต่างหูเล็กน้อย

ที่จริงเป็นเวลาสักพักแล้วตั้งแต่ที่เอลิซาได้ออกไปข้างนอกตอนเย็น งานพาเอลิซาไปรอบโลก และเอลิซายังไม่เคยมีความสัมพันธ์มั่นคงกับใคร ความสัมพันธ์มักจบลงภายในไม่กี่เดือน เอลิซาได้เมินสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดที่ได้รู้สึกมาตั้งแต่เป็นเด็กผู้หญิงมาตลอด แต่ขณะนี้ ด้วยความบริบูรณ์แห่งวัยที่ใกล้เข้ามา เอลิซากำลังเกิดตระหนักในเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นี่อาจเป็นเวลาคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวสักครอบครัวหนึ่ง

เอลิซาขับไล่ความคิดออกจากใจ สวมชุดกระโปรง สวมรองเท้าส้นสูงคู่เดียวที่ได้นำมากับตัว และฉีดพ่นน้ำหอมที่ดีที่สุดของตนลงบนลำคอแต่ละด้านอย่างไม่ขี้เหนียว ผ้าพันคอไหมและกระเป๋าถือสีดำใบใหญ่ เอลิซาพร้อมออกไปแล้ว การตรวจสอบครั้งสุดท้ายในกระจกสีบนผนังใกล้ประตูทำให้เอลิซามั่นใจว่าการแต่งหน้าไร้ที่ติ หลังจากหมุนตัวอย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง เอลิซาก็ออกจากห้องด้วยสีหน้าพอใจ

คนขับรถหนุ่มโยนบุหรี่มวนที่สองที่เพิ่งจุดและรีบเปิดประตูรถให้หลังจากหุบปากที่อ้าค้างเมื่อเห็นเอลิซาเดินออกมาจากโรงแรมประดุจนางแบบแล้ว

“สวัสดีครับ ด็อกเตอร์ฮันเทอร์ ไปเลยไหมครับ” คนขับรถถามอย่างลังเล

“สวัสดีค่ะ” เอลิซาตอบโดยลองยิ้มหวานที่สุด “ค่ะ พร้อมแล้ว”

“ขอบคุณที่มารับค่ะ” เอลิซากล่าวเพิ่มขณะปีนเข้าไปในรถโดยทราบว่ากระโปรงจะเลิกขึ้นและเผยให้เห็นเรียวขาเล็กน้อยเพียงให้ทหารเขินได้

เอลิซาชอบให้ตนเป็นที่ชื่นชมเสมอ

ยานธีออส – สัญญาณเตือนเมื่อเข้าใกล้

ระบบโอ^คอมทำให้บางสิ่งบางอย่างเป็นตัวเป็นตนขึ้นตรงหน้า

แอซากิสอย่างรวดเร็ว วัตถุแปลกประหลาดที่โครงร่างยังไม่ชัดเจนอันเนื่องมาจากอำนาจจำแนกภาพต่ำที่ได้จากตัวดูภาพระยะไกลที่กำลังจับภาพมานั้นกำลังเคลื่อนที่อย่างแน่นอนและกำลังเข้าหาพวกเขา ระบบสัญญาณเตือนเมื่อเข้าใกล้ประมาณว่าความน่าจะเป็นในการปะทะระหว่างยานธีออสกับวัตถุที่ไม่ทราบชนิดจะมากกว่า 96% หากไม่มีฝ่ายใดเปลี่ยนเส้นทาง

แอซากิสรีบปีนเข้าไปในมอดูลโอนย้ายที่ใกล้ที่สุด “สะพานเดินเรือ” เอซากิสคำรามเสียงห้วนใส่ระบบควบคุมอัตโนมัติ

ห้าวินาทีหลังจากนั้น ประตูเปิดออกพร้อมเสียงแฉ่เล็กน้อย และที่นั่นจอขนาดใหญ่กลางห้องควบคุมแสดงภาพพร่ามัวของวัตถุบนเส้นทางที่จะปะทะกับยาน

เกือบในเวลาเดียวกัน เพทรีกระหืดกระหอบออกมาจากประตูอีกบานหนึ่ง

“เกิดบ้าอะไรขึ้น” เพทรีถาม “เราไม่ควรเจออุกกาบาตในบริเวณนี้นี่” เพทรีอุทานพร้อมจ้องไปที่จอใหญ่

“ฉันคิดว่ามันไม่ใช่อุกกาบาตหรอก”

“ถ้าไม่ใช่อุกกาบาตงั้นอะไรล่ะ” เพทรีร้องถามด้วยความวิตกกังวลอย่างชัดเจน

“ถ้าเราไม่เปลี่ยนเส้นทางทันที นายจะเห็นด้วยตัวเองตอนที่ตัวเรากระจายทั่วสะพานเดินเรือ”

เพทรีคลำหาระบบนำทางและตั้งเส้นทางโคจรที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้ให้ต่างจากเดิมเล็กน้อย

“ปะทะใน 90 วินาที” เสียงผู้หญิงน้ำเสียงอบอุ่นของระบบสัญญาณเตือนเมื่อเข้าใกล้ดังขึ้นโดยปราศจากอารมณ์ “ระยะทางจากวัตถุ: 276,000 กิโลเมตร และกำลังลดลง”

“เพทรี ทำอะไรหน่อยสิ! และทำเร็วๆ!” แอซากิสตะโกน

“ฉันกำลังทำอะไรอยู่นั่นแหละ แต่เจ้านั่นกำลังเคลื่อนที่เร็วเกินไป”

ความน่าจะเป็นในการปะทะโดยประมาณซึ่งเห็นได้บนจอทางขวาของวัตถุกำลังมีค่าลดลงอย่างช้าๆ 90%, 86%, 82%

“เราจะหลบไม่พ้น” แอซากิสกระซิบ

“เพื่อนรัก “วัตถุลึกลับ” ที่สามารถทำลายยานของฉันได้ยังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น” เพทรีให้ความมั่นใจด้วยรอยยิ้มซน

ด้วยการหลบหลีกรวดเร็วที่ทำให้ทั้งสองเสียสมดุลไปชั่วครู่ เพทรีกลับขั้วบนเครื่องยนต์เบาเซนทั้งสอง ยานสั่นพักใหญ่ มีแต่ระบบแรงโน้มถ่วงเทียมอันชาญฉลาดที่ชดเชยการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างทันทีเท่านั้นที่หยุดไม่ให้ลูกเรือถูกเหวี่ยงไปชนผนังตรงหน้า

“สวย” แอซากิสชมพร้อมตบไหล่เพื่อนเร็วๆ “แต่เราจะหยุดการหมุนพวกนี้ยังไง” วัตถุรอบตัวทั้งสองคนเริ่มลอยขึ้นไปแล้วและกำลังหมุนรอบห้อง

“แป๊บหนึ่ง” เพทรีกล่าวโดยยังคงกดปุ่มและเล่นกับระบบควบคุม

“ฉันแค่ต้อง...” หยดเหงื่อซึมจากหน้าผากของเพทรีอย่างช้าๆ

“ต้องเปิด...” เพทรีกล่าวต่อในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องบินไปรอบๆ ต่อไปอย่างไร้การควบคุม แม้แต่ทั้งสองคนก็เริ่มลอยจากพื้น ระบบแรงโน้มถ่วงเทียมไม่สามารถชดเชยแรงหมุนเหวี่ยงรุนแรงที่เกิดขึ้นมาได้อีกต่อไป ทั้งสองกำลังเบาขึ้นเรื่อยๆ

“...เทลเกตสาม!” เพทรีตะโกนในที่สุดขณะที่วัตถุทุกชิ้นในห้องตกลงบนพื้นในเวลาเดียวกัน ถังขยะหนักที่ชนแอซากิสระหว่างซี่โครงซี่ที่สามกับสี่ป้องกันไม่ให้เขาส่งเสียงครางโง่ๆ ออกมา เพทรีตกจากความสูงที่อยู่แล้วโฉบลงมาบนแผงควบคุมในท่าผิดธรรมชาติอย่างน่าขัน

ค่าประมาณความน่าจะเป็นในการปะทะได้ลดลงเหลือ 18% และยังคงลดลงอย่างรวดเร็ว

“ทุกอย่างปรกติไหม” แอซากิสอ้าปากถามโดยพยายามปิดบังอาการเจ็บปวดทางด้านขวาของร่างกาย

“ใช่ ใช่ ฉันสบายดี ฉันสบายดี” เพทรีตอบพร้อมพยายามลุกยืน

ชั่วครู่หลังจากนั้น แอซากิสติดต่อลูกเรือซึ่งแจ้งผู้บังคับบัญชาโดยพลันว่าไม่มีความเสียหายแก่ทรัพย์สินใดและไม่มีใครบาดเจ็บ

การหลบหลีกที่พวกเขาเพิ่งทำไปนั้นได้ดีดให้ยานธีออสออกนอกเส้นทางเล็กน้อย และความดันที่ลดลงที่เกิดจากการเปิดประตูได้คืนสู่สมดุลโดยระบบอัตโนมัติทันที

6%, 4%, 2%

“ระยะทางจากวัตถุ: 60,000 กม.” เสียงพูดต่อไป

ทั้งสองกลั้นหายใจ รอให้ถึงระยะทาง 50,000 กม. ซึ่งหลังจากนั้นไปก็จะกระตุ้นการทำงานของเซนเซอร์ระยะใกล้ เวลาที่รอนี้ดูเหมือนไม่รู้จบทีเดียว

“ระยะทางจากวัตถุ: 50,000 กม. กระตุ้นการทำงานของเซนเซอร์ระยะใกล้แล้ว”

ทันใดนั้น ภาพพร่ามัวตรงหน้าทั้งสองก็ชัดเจน มองเห็นวัตถุที่ปรากฏบนจอได้อย่างแจ่มแจ้งทุกรายละเอียด นักบินอวกาศทั้งสองมองหน้ากัน ดวงตาเบิ่งกว้าง ต่างฝ่ายต่างพยายามค้นหาคำตอบจากใบหน้าของอีกฝ่ายหนึ่ง

“ไม่น่าเชื่อ!” ทั้งสองอุทานโดยพร้อมเพรียงกัน

แนสซิริย์ยา – ภัตตาคาร แมสกูฟ

พันเอกฮัดสันกำลังย่ำเท้ากลับไปมาในโถงทางเดินหน้าบริเวณรับประทานอาหารหลักของภัตตาคารอย่างกระวนกระวาย แทบทุกนาทีเขาจะชำเลืองดูนาฬิกาข้อมือทรงสวยที่สวมอยู่บนข้อมือซ้ายเสมอ ไม่ถอดออกแม้แต่เวลาเข้านอน เขาตื่นเต้นพอๆ กับวัยรุ่นที่ออกเที่ยวกับคู่ควงเป็นครั้งแรก

เขาได้สั่งมาร์ทินีใส่น้ำแข็งพร้อมชิ้นมะนาวฝรั่งมาช่วยฆ่าเวลา ชายเสิร์ฟเครื่องดื่มในบาร์ผู้ไว้หนวดนั้นมองเขาจากหลังคิ้วหนาในขณะที่เช็ดชุดแก้วก้านยาวอย่างขี้เกียจ

ประเทศอิสลามไม่อนุญาตแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม เย็นนั้นมีข้อยกเว้น ภัตตาคารขนาดเล็กถูกสำรองไว้ให้คนเพียงสองคน

ทันทีที่ได้จบการสนทนากับด็อกเตอร์ฮันเทอร์ พันเอกฮัดสันก็ได้ติดต่อเจ้าของและขอแมสกูฟพิเศษประจำภัตตาคารซึ่งเป็นที่มาของชื่อภัตตาคาร เนื่องจากความยากลำบากในการได้ส่วนประกอบหลักมาซึ่งก็คือปลาไทเกอร์สเตอร์เจียน เขาจึงต้องการให้แน่ใจว่าสถานประกอบการนี้แห่งสามารถจัดหาให้ได้ โดยเขายืนกรานให้ประกอบอาหารอย่างไม่รีบเร่งให้สมบูรณ์แบบที่สุดเนื่องจากทราบดีว่าต้องใช้เวลาเตรียม 2 ชั่วโมง

เนื่องจากเครื่องแบบชุดพรางไม่เหมาะสมสำหรับเย็นนั้น เขาจึงตัดสินใจปัดฝุ่นชุดสูทวาเลนทิโนสีเข้มซึ่งนำมาจับคู่กับเนกไทไหมแบบกองทหารลายเทาและขาว รองเท้าสีดำซึ่งขัดอย่างที่เฉพาะทหารจึงทราบว่าขัดอย่างไรนั้นเป็นของอิตาเลียนเช่นกัน แน่นอนว่านาฬิกาทรงสวยไม่เกี่ยวกับทั้งหมดนี้ แต่เขาไม่สามารถไม่สวมนาฬิกานี้ได้

“พวกเขาอยู่ระหว่างทางครับ” เสียงดังออกมาจากเครื่องรับที่คล้ายกับโทรศัพท์มือถือซึ่งเขาเก็บไว้ในกระเป๋าตรงหน้าอก เขาปิดสวิตช์เครื่องและมองออกไปทางหน้าต่าง

รถยนต์สีเข้มคันใหญ่หักเลี้ยวหลบถุงยู่ยี่ที่ลอยตามสายลมและกลิ้งตามถนนอย่างช้าๆ มาจอดด้านนอกตรงทางเข้าภัตตาคารพอดี คนขับรอให้ฝุ่นที่ตลบขึ้นมาเพราะยานพาหนะนั้นได้กลับลงไปบนพื้นก่อนแล้วลงจากรถอย่างระมัดระวัง สัญญาณ “ปลอดโปร่ง” มาจากหูฟังที่ซ่อนอยู่ในหูข้างขวา เขาชำเลืองมองตำแหน่งที่ตกลงไว้ก่อนหน้านี้อย่างถี่ถ้วนจนกระทั่งแน่ใจว่าเขาได้ระบุตัวตนของเพื่อนทหารแต่ละคนที่มีอุปกรณ์ต่อสู้ครบครันผู้จะดูแลความปลอดภัยของผู้รับประทานอาหารทั้งสองตลอดช่วงอาหารเย็นแล้ว

พื้นที่ปลอดภัย

คนขับเปิดประตูหลังและยื่นมือขวาออกมาช่วยรับผู้โดยสาร

เอลิซาขอบคุณทหารและก้าวลงจากรถอย่างสง่างาม เธอเงยหน้ามองข้างบนขณะสูดอากาศสดชื่นในเวลาเย็นเข้าจนเต็มปอดพร้อมกับหยุดชั่วครู่เพื่อพินิจพิเคราะห์ทิวทัศน์ตระการตาที่พบได้เฉพาะจากท้องฟ้าอันพร่างพราวไปด้วยดาวเหนือทะเลทราย

พันเอกฮัดสันรอชั่วขณะ ไม่สามารถตัดสินได้ว่าจะออกไปพบเอลิซาหรืออยู่ข้างในรอให้เอลิซาเข้ามาดี ท้ายที่สุดเขาเลือกที่จะนั่งอยู่กับที่โดยหวังว่าจะทำให้ตนดูกระวนกระวายน้อยลง แล้วด้วยการแกล้งทำเป็นไม่สนใจ เขาก็เดินไปที่บาร์ นั่งบนเก้าอี้สูง และดื่มเครื่องดื่มหยดสุดท้ายที่คงเหลืออยู่ในแก้วลงไปโดยเท้าศอกซ้ายบนพื้นผิวไม้สีเข้มและมองดูขณะที่เมล็ดมะนาวฝรั่งตกลงสู่ก้นแก้วอย่างช้าๆ

ประตูเปิดพร้อมเสียงเอี๊ยดเล็กน้อย และทหารคนขับมองไปรอบๆ ตรวจสอบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อย พันเอกฮัดสันพยักหน้าให้เล็กน้อย และคนขับก็เชิญเอลิซาเข้ามาโดยผายมือกว้างให้เอลิซาเดินนำหน้า

“สวัสดีตอนเย็นครับด็อกเตอร์ฮันเทอร์” พันเอกฮัดสันกล่าวโดยลุกขึ้นจากเก้าอี้และยิ้มอย่างดีที่สุด “ผมเชื่อว่าการเดินทางสะดวกสบายใช่ไหมครับ”

“สวัสดีค่ะผู้พัน” เอลิซาตอบด้วยรอยยิ้มพราวเท่าเทียมกัน “ดีมาก ขอบคุณค่ะ คนขับของท่านใจดีมาก”

“นายไปได้แล้ว ขอบใจ” เขาบอกคนขับด้วยน้ำเสียงแสดงอำนาจ ชายหนุ่มทำวันทยหัตถ์ หมุนตัว และหายไปในความมืด

“รับเหล้าก่อนอาหารไหมครับอาจารย์” พันเอกฮัดสันถามพร้อมกับโบกมือเรียกชายเสิร์ฟเครื่องดื่มในบาร์ผู้ไว้หนวดให้มาหา

“อะไรก็ได้ที่ท่านดื่มอยู่ค่ะ” เอลิซาตอบอย่างไม่ลังเล ชี้ไปที่แก้วมาร์ทินีที่พันเอกฮัดสันยังคงถืออยู่ แล้วกล่าวเสริมว่า “เรียกฉันว่า

เอลิซาเถอะค่ะผู้พัน ฉันชอบมากกว่า”

“ได้เลยครับ และคุณเรียกผมว่าแจ็กได้ “ผู้พัน” แค่ไว้ให้ทหารของผมเรียก”

นี่เป็นการเริ่มต้นที่ดี พันเอกฮัดสันคิด

ชายเสิร์ฟเครื่องดื่มหลังบาร์เทมาร์ทินีแก้วที่สองและส่งให้ผู้มาใหม่อย่างชำนาญ เอลิซายกแก้วชนกับพันเอกฮัดสัน

“ดื่มค่ะ” เอลิซากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาแล้วจิบ

“ผมต้องพูดเลยว่าคุณดูงามสง่ามากเย็นนี้ เอลิซา” พันเอกฮัดสันกล่าวโดยกวาดสายตาขึ้นลงแขกของตนอย่างรวดเร็ว

“แหม ท่านก็ดูไม่เลวค่ะ เครื่องแบบอาจมีเสน่ห์ แต่ฉันชอบท่านอย่างนี้มากกว่า” เอลิซากล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และเอียงศีรษะไปด้านหนึ่ง

ด้วยความเขินอยู่บ้าง แจ็กเปลี่ยนความสนใจไปยังสิ่งที่อยู่ในแก้วที่ตนถืออยู่ จ้องมองสักพักแล้วกระดกดื่มหมดแก้ว

“เราไปที่โต๊ะกันดีไหม”

“เป็นความคิดที่ดีค่ะ” เอลิซาอุทาน “ฉันหิวมากๆ”

“ผมได้สั่งอาหารพิเศษประจำร้านไว้แล้ว ผมหวังว่าคุณจะชอบ”

“อย่าบอกนะคะว่าท่านโน้มน้าวให้เขาทำแมสกูฟ!” เอลิซากล่าวด้วยสีหน้ามึนงงโดยเบิ่งตาสีเขียวน่ารักของตนให้กว้างที่สุดเท่าที่ทำได้ “เกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะเจอปลาไทเกอร์สเตอร์เจียนในเวลานี้ของปี”

“สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้นเพื่อแขกอย่างคุณ” พันเอกฮัดสันกล่าวอย่างอิ่มอกอิ่มใจที่เห็นว่าตัวเลือกของตนดูเหมือนจะออกมาดี เขายื่นมือขวาออกมาอย่างสุภาพและเชิญเอลิซาให้ตามมา เอลิซายอมให้เขานำไปที่โต๊ะโดยยังคงยิ้มอย่างซุกซน

สถานที่ตกแต่งอย่างน่าดึงดูดใจในลักษณะที่เป็นปรกติของภูมิภาค แสงไฟอบอุ่นและนวลตา และม่านขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ยาวตั้งแต่เพดานลงมานั้นเกือบคลุมผนัง พรมผืนใหญ่ที่มีหน้าลายพรมแบบอาหรับคลุมพื้นแทบทั้งหมด ในขณะที่ผืนอื่นๆ ซึ่งเล็กกว่าได้รับการวางอยู่ที่มุมห้องเสมือนเพื่อเป็นกรอบ แน่นอนว่าตามประเพณีแล้วคงรับประทานอาหารในขณะที่เอนตัวอยู่บนเบาะนุ่มสบายบนพื้น แต่ในฐานะชาวตะวันตกทั่วไป พันเอกฮัดสันชอบโต๊ะ “ปรกติ” มากกว่า แม้แต่โต๊ะก็จัดไว้เป็นอย่างดีโดยสีที่เลือกสำหรับผ้าปูโต๊ะเข้ากับส่วนที่เหลือของอาคารอย่างพอเหมาะพอเจาะ ดนตรีในฉากหลังซึ่งมีดาร์บูก้า9 พร้อมจังหวะแมกซัม10 ประกอบทำนองจากอู้ด11 กังวานไปทั่วห้องเบาๆ

ค่ำคืนอันสมบูรณ์แบบ

บริกรร่างผอมสูงเข้ามาใกล้ทั้งสองอย่างสุภาพและโค้งเชิญให้นั่ง พันเอกฮัดสันปล่อยให้เอลิซานั่งลงก่อนในขณะที่สนใจจัดเก้าอี้ของตนแล้วนั่งตรงข้ามกันโดยระวังไม่ให้เนกไทพาดไปบนจาน

“ที่นี่ดูดีมากจริงๆ” เอลิซากล่าวโดยมองไปรอบๆ ตัว

“ขอบคุณครับ” พันเอกฮัดสันกล่าว “ผมต้องสารภาพว่าผมกังวลนิดหน่อยว่าคุณจะไม่ชอบที่นี่ แต่แล้วผมก็จำได้ว่าคุณหลงใหลแถบนี้และคิดว่าคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด”

“ท่านเดาถูกต้อง!” เอลิซากล่าวโดยอวดรอยยิ้มมหัศจรรย์อีกครั้งหนึ่ง

บริกรเปิดจุกขวดแชมเปญ และในขณะที่กำลังเติมแก้วทั้งสอง บริกรอีกคนหนึ่งก็มาถึงโดยถือถาดมาด้วย “ต้องการลองโมสต์โอแบดเดมจัน12 ไหมครับ”

ผู้รับประทานอาหารเย็นทั้งสองมองหน้ากันด้วยความยินดี ทั้งสองยกแก้วของตนขึ้นดื่มอวยพรอีกครั้งหนึ่ง

ในรถยนต์สีเข้มห่างจากภัตตาคารออกไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร คนแปลกหน้าสองคนกำลังง่วนอยู่กับระบบสอดแนมอันชาญฉลาด

“นายเห็นไหมว่าพันเอกนั่นปรนเปรอผู้หญิงคนนั้นยังไง” คนที่น้ำหนักตัวเกินอย่างแน่นอนในที่นั่งของคนขับกล่าวด้วยรอยยิ้มแสยะ เขากำลังเคี้ยวแซนด์วิชชิ้นมโหฬาร และทำให้ทั้งท้องและกางเกงเต็มไปด้วยผงขนมปัง

“เป็นความคิดปราดเปรื่องที่ใส่ตัวส่งสัญญาณเข้าไปในตุ้มหูของอาจารย์นั่น” อีกคนหนึ่งซึ่งผอมกว่ามากตอบ เขามีตาสีเข้มดวงใหญ่และกำลังจิบกาแฟจากถ้วยกระดาษสีออกน้ำตาลขนาดใหญ่ “เราได้ยินทุกอย่างที่พวกเขากำลังพูดได้จากตรงนี้”

“ให้แน่ใจนะว่านายไม่ทำเสียและบันทึกทุกอย่าง” อีกคนหนึ่งดุ “ไม่งั้นเขาจะบังคับเรากินตุ้มหูนั่นเป็นอาหารเช้า”

“อย่ากังวลเลย ฉันคุ้นเคยกับอุปกรณ์นี้มาก เราจะไม่พลาดแม้แต่เสียงกระซิบ”

“เราต้องหาว่าผู้หญิงคนนั้นได้ค้นพบอะไรแน่” คนอ้วนกว่ากล่าวเสริม “เจ้านายลงทุนไปเยอะแล้วกับการติดตามการวิจัยนี้อย่างลับๆ”

“นั่นไม่ง่ายแน่ดูจากโครงสร้างการรักษาความปลอดภัยแน่นหนาที่พันเอกนั่นวางไว้” ผู้ชายร่างผอมเงยหน้ามองท้องฟ้าเสมือนอยู่ในความฝันแล้วกล่าวเสริมว่า “ถ้าเขาให้แม้แต่เศษส่วนหนึ่งของเงินนั่นเดี๋ยวนี้ ฉันคงนอนแผ่ใต้ต้นปาล์มในคิวบา และสิ่งเดียวที่ฉันจะต้องเป็นห่วงคงเป็นเรื่องว่าจะสั่งมาร์การิต้าหรือพินาโคลาด้าดี”

“และอาจมีเด็กผู้หญิงสองสามคนในชุดบิกินี่ทาครีมกันแดดให้นายด้วยซ้ำ” ผู้ชายร่างใหญ่กล่าวแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาซึ่งทำให้เศษขนมปังหล่นออกจากท้องที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลง

“อาหารเรียกน้ำย่อยจานนี้อร่อยนะคะ” เสียงของอาจารย์สาวผิดเพี้ยนไปเล็กน้อยด้วยลำโพงขนาดเล็กที่อยู่บนแผง “ฉันต้องสารภาพว่าฉันไม่เคยคิดว่าจะมีผู้ชายแสนฉลาดซ่อนอยู่หลังเครื่องแบบทหารเข้มงวดนั่นเลย”

“แหม ขอบคุณครับเอลิซา และผมคงไม่คิดเลยว่านักวิชาการผู้มีคุณวุฒิสูงและสวยจะเป็นมิตรและมีเสน่ห์มากได้” พันเอกฮัดสันกล่าว เสียงผิดเพี้ยนบ้างเช่นกัน แต่ต่ำกว่าเล็กน้อย

“ฟังพวกเขาอ่อยกันสิ” ผู้ชายตัวใหญ่อุทานอยู่ในที่นั่งของคนขับ “ฉันว่าเขาจะไปจบที่เตียงกัน”

“ฉันไม่แน่ใจนะ” อีกคนหนึ่งยืนยัน “ด็อกเตอร์เป็นผู้หญิงฉลาดแน่นอน และฉันไม่เชื่อว่าอาหารเย็นและคำชมสั่วๆ อย่างนั้นจะพอที่จะทำให้เธอยอมอยู่ในอ้อมแขนของเขา”

“ฉันจะพนันกับนายสิบเหรียญว่าพวกเขาจะทำอย่างว่าคืนนี้” ผู้ชายคนอ้วนกล่าวโดยยื่นมือขวาให้เพื่อนร่วมงาน

“ตกลง ได้เลย” อีกคนหนึ่งตกลงโดยจับมือใหญ่ที่เสนอให้

ยานธีออส – วัตถุลึกลับ

วัตถุที่ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นตรงหน้านักเดินทางผู้แปลกใจทั้งสองนั้นไม่เหมือนสิ่งใดที่ธรรมชาติจะสร้างได้ทั้งที่จินตนาการได้ไม่สิ้นสุด วัตถุมีลักษณะปรากฏเหมือนดอกไม้โลหะที่มีกลีบยาว 3 กลีบ ไม่มีก้าน และมีเกสรเพศเมียรูปกรวยเล็กน้อยอยู่ตรงกลาง ด้านหลังของเกสรเพศเมียมีรูปร่างเป็นผลึกหกเหลี่ยมที่มีพื้นผิวส่วนฐานใหญ่กว่าพื้นผิวของกรวยที่อยู่ในด้านตรงกันข้ามเล็กน้อย ซึ่งด้านตรงกันข้ามนี้ทำหน้าที่เป็นตัวพยุงทั้งโครงสร้างไว้ กลีบรูปสี่เหลี่ยมแผ่ออกจากสามด้านของหกเหลี่ยมที่ห่างเท่าๆ กัน โดยมีความยาวอย่างน้อยสี่เท่าของฐาน

“มันดูเหมือนกังหันลมเก่าอะไรสักประเภทหนึ่ง เหมือนที่เขาใช้กันในทุ่งแพรีใหญ่ๆ ทางตะวันออกเมื่อหลายศตวรรษที่แล้ว” เพทรีร้องโดยไม่ถอนสายตาจากวัตถุที่แสดงอยู่บนจอขนาดใหญ่

แอซากิสรู้สึกเสียวไปตามสันหลัง เขากำลังระลึกถึงต้นแบบเก่าๆ ที่ผู้เฒ่าได้เสนอแนะให้ตนศึกษาก่อนออกเดินทาง

“ต้องเป็นหัวตรวจอวกาศแน่” แอซากิสสรุป “ฉันเคยเห็นแบบนี้ที่มีการออกแบบอย่างน้อยเหมือนอย่างนี้ในหอจดหมายเหตุจีซีเอสเก่าๆ” แอซากิสกล่าวต่อพร้อมกับรีบสกัดข้อมูลเรื่องดังกล่าวให้มากที่สุดเท่าที่ตนทำได้จากเอ็น^คอม

“หัวตรวจอวกาศเหรอ” เพทรีถามโดยหันไปหาเพื่อนด้วยสีหน้าแปลกใจ “แล้วเราได้ปล่อยมันเมื่อไรล่ะ”

“ฉันคิดว่าไม่ใช่ของเรา”

“ไม่ใช่ของเราหรือ นายหมายความว่าอะไร”

“ฉันหมายความว่าผู้อยู่อาศัยแห่งดาวนิบิรุไม่ได้สร้างหรือปล่อยมัน”

สีหน้าของเพทรีกำลังเกิดความงุนงงขึ้นเรื่อยๆ “นายหมายความว่าอะไร อย่าบอกฉันนะว่านายเชื่อเรื่องโกหกเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเหมือนกัน”

“สิ่งที่ฉันรู้แน่คือ บนดาวของเราไม่เคยสร้างอะไรแบบนี้ ฉันตรวจสอบหอจดหมายเหตุจีซีเอสแล้วและไม่มีอะไรสอดคล้องกับวัตถุที่เรามีอยู่ตรงนี้ ไม่แม้แต่ในบรรดาแผนสำหรับโครงการที่ไม่เคยเป็นจริง”

“มันเป็นไปไม่ได้!” เพทรีร้อง “เอ็น^คอมนั่นของนายต้องเกิดการแยกเฟสแน่ ตรวจสอบอีกครั้งซิ”

“เสียใจด้วยเพทรี ฉันตรวจสอบสองครั้งแล้ว และฉันแน่ใจสุดๆ ว่านี่ไม่ใช่ผลงานของเรา”

ระบบมองดูภาพระยะใกล้สร้างภาพสามมิติของวัตถุโดยประกอบทุกรายละเอียดปลีกย่อยขึ้นใหม่อย่างพิถีพิถัน ภาพสามมิติลอยอยู่กลางห้องควบคุมโดยลอยเหนือพื้นครึ่งเมตร

ด้วยการขยับมือขวา เพทรีเริ่มหมุนภาพอย่างช้าๆ โดยตรวจสอบทุกรายละเอียดอย่างใกล้ชิด

“ดูเหมือนมันทำมาจากโลหะผสมความหนาแน่นต่ำ” เพทรีตั้งข้อสังเกตด้วยน้ำเสียงเชิงเทคนิคกว่าที่ใช้ก่อนหน้านี้เมื่อตนถูกความทึ่งเข้าครอบงำอย่างชัดเจน “กลีบสามกลีบนั้นต้องให้กำลังแก่เครื่องยนต์แน่ ดูเหมือนปกคลุมด้วยวัสดุที่ไวต่อแสงบางประเภท” เพทรีเริ่มง่วนกับการควบคุมระบบในที่สุด “เกสรเพศเมียต้องเป็นสายอากาศวิทยุบางประเภท และผลึกหกเหลี่ยมเป็น “สมอง” ของเจ้าสิ่งนี้อย่างแน่นอน”

เพทรีกำลังขยับภาพสามมิติอย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยพลิกภาพทุกทิศทาง ทันใดนั้นเพทรีก็หยุดและตะโกนว่า “ดูตรงนี้ นายคิดว่านี่คืออะไร” เพทรีถามโดยขยายภาพเข้าใกล้บริเวณเล็กๆ

แอซากิสขยับเข้าใกล้ให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ “ดูเหมือนเป็นสัญลักษณ์”

“ฉันคงพูดว่าสองสัญลักษณ์” เพทรีแก้ไขเพื่อน “หรือดีกว่านั้นอีก ภาพวาดหนึ่งภาพและสี่สัญลักษณ์ใกล้กัน”

แอซากิสยังคงค้นหาบนเอ็น^คอมอย่างกระตือรือร้นโดยพยายามหาบางสิ่งบางอย่างบนระบบจีซีเอส แม้กระนั้นก็ไม่มีสิ่งใดเลยที่ตรงกับวัตถุตรงหน้าทั้งสองคน

ภาพวาดเป็นสี่เหลี่ยมที่ประกอบด้วยริ้วสีแดงและขาวแนวนอนสิบห้าเส้น ตรงมุมบนซ้ายเป็นสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินอีกรูปหนึ่งที่มีดาวห้าแฉกสีขาวห้าสิบดวงเป็นส่วนประกอบ ทางขวาของภาพวาดนี้เป็นสัญลักษณ์สี่ตัว:

JUNO [จูโน]

“ดูเหมือนตัวหนังสือบางอย่าง” แอซากิสเดา “สัญลักษณ์อาจเป็นชื่อของคนที่สร้างหัวตรวจ”

“หรือนั่นอาจเป็นชื่อของหัวตรวจ” เพทรีเถียง “หัวตรวจเรียกว่า “JUNO” และสี่เหลี่ยมสีๆ เป็นสัญลักษณ์ของผู้สร้าง”

“เป็นอะไรก็ตาม เราก็ไม่ได้สร้าง” แอซากิสประกาศ “นายคิดว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตบางรูปแบบข้างในนั้นได้ไหม”

“ฉันไม่คิดว่าอย่างนั้นเลย อย่างน้อยก็ไม่ใช่รูปแบบไหนที่เรารู้จัก ที่เดียวที่อาจมีบางสิ่งบางอย่างอยู่ได้คือแคปซูลด้านหลัง และนั่นก็เล็กเกินกว่าจะเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต”

แม้ขณะที่พูด เพทรีก็เริ่มกราดภาพหัวตรวจแล้วโดยมองหาสัญญาณของชีวิตบางอย่างข้างในนั้น หลังจากสักพัก สัญลักษณ์ชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนจอ และเพทรีก็พยายามแปลสัญลักษณ์เหล่านี้ให้เพื่อนฟังอย่างรวดเร็ว

“ตามเซนเซอร์ ไม่มีอะไรที่มีชีวิตอยู่ข้างใน ดูเหมือนไม่มีอาวุธประเภทไหนด้วย จากการวิเคราะห์เบื้องต้นฉันคงพูดว่าเจ้านี้เป็นยานสำรวจที่สำรวจส่วนกลางของระบบสุริยะ ค้นหาอะไรที่ใครจะไปรู้”

“อาจเป็นได้” แอซากิสเห็นด้วย “แต่คำถามที่เราควรถามคือ: ใครส่งออกมา”

“เอ่อ” เพทรีกล่าว “ถ้าเราตัดเรื่องการมีมนุษย์ต่างดาวลึกลับออกไป ฉันคงพูดว่าคนกลุ่มเดียวที่สามารถสร้างอะไรบางอย่างแบบนี้คงเป็น “เพื่อนเดินดิน” ของเรา”

“แต่นายกำลังพูดอะไร ครั้งสุดท้ายที่เราทิ้งพวกเขามา พวกเขายังเดินทางบนหลังม้าอยู่เลย พวกเขาจะมาถึงพัฒนาการขั้นนี้ในเวลาสั้นขนาดนั้นได้ยังไง การส่งหัวตรวจออกมาล่องลอยในอวกาศไม่ใช่เรื่องเล็กๆ”

“เวลาสั้นหรือ” เพทรีกล่าวโดยมองสบตาอย่างขึงขัง “อย่าลืมว่า สำหรับพวกเขา เวลาผ่านไปแล้วเกือบ 3,600 ปีตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าพิจารณาว่าอายุขัยเฉลี่ยของพวกเขาอยู่ที่ห้าสิบหกสิบปีอย่างมาก อย่างน้อยก็ผ่านไปหกสิบรุ่นแล้ว พวกเขาอาจเกิดฉลาดกว่าที่เราจินตนาการไว้มากแล้ว”

“และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผู้เฒ่ากังวลเรื่องภารกิจนี้จัง” แอซากิสเพิ่มเติมโดยพยายามคล้อยตามเหตุผลของเพื่อน พวกเขาคาดหวังนี่หรืออย่างน้อยก็พิจารณาว่าเป็นไปได้ไว้แล้ว

“เอ่อ พวกเขาน่าจะพูดอะไรกับเราบ้างนะ พอเห็นเจ้านี่ หลอดเลือดในสมองฉันเกือบแตก”

“นี่เป็นแค่การคาดเดา” แอซากิสกล่าวโดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ถูคางของตน “แต่ดูเหมือนมีเหตุผลอยู่ ฉันจะพยายามติดต่อผู้เฒ่าดู พยายามให้ได้ข้อมูลจากพวกเขามากกว่านี้บ้างถ้ามี ในระหว่างนี้นายพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้านี่ให้มากขึ้น วิเคราะห์เส้นทาง ความเร็ว มวลและอื่นๆ ในปัจจุบันของมัน และพยายามทำนายจุดหมายปลายทางของมัน ออกเดินทางเมื่อไร และข้อมูลอะไรก็ตามที่มันบันทึกไว้แล้ว ฉันอยากรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ว่าอะไรกำลังรอเราอยู่ที่นั่นบ้าง”

“ตกลง แซ็ก” เพทรีเห็นด้วยในขณะที่ภาพสามมิติอันเต็มไปด้วยสีสันพร้อมกับตัวเลขและสูตรจำนวนอนันต์โฉบไปมาในอากาศรอบตัว

“และอย่าลืมวิเคราะห์ส่วนที่นายระบุว่าเป็นสายอากาศ ถ้าเป็นอย่างที่นายพูดจริงๆ มันจะสามารถส่งและรับได้ ฉันคงไม่มีความสุขถ้าสิ่งที่เราเจอได้สื่อสารไปถึงใครก็ตามที่ส่งหัวตรวจนั่นออกมาแล้ว”

เมื่อได้กล่าวเช่นนั้นแล้วแอซากิสก็มุ่งหน้าไปยังห้องเอช^คอม ซึ่งเป็นสถานที่เดียวบนยานที่ครบครันด้วยอุปกรณ์การสื่อสารระยะไกล ตั้งอยู่ระหว่างประตูสิบแปดกับสิบเก้าของมอดูลโอนย้ายภายใน ประตูเปิดพร้อมด้วยเสียงเอี๊ยดเล็กน้อย และแอซากิสก็แทรกตัวเข้าไปในห้องแคบนั้น

ใครจะทราบว่าทำไมเจ้านี่จึงสร้างมาเล็กเหลือเกิน... แอซากิสสงสัยพร้อมกับพยายามนั่งลงบนที่นั่งที่แคบพอกันซึ่งลดระดับลงโดยอัตโนมัติ พวกเขาอาจไม่ต้องการให้เราใช้บ่อยเกินไป...

ในขณะที่ประตูปิดอีกครั้งด้านหลัง แอซากิสก็เริ่มสร้างชุดคำสั่งบนโต๊ะควบคุมตรงหน้า ใช้เวลาหลายวินาทีกว่าสัญญาณจะเสถียร ทันใดนั้นในจอแสดงภาพสามมิติที่คล้ายกับที่แอซากิสมีในห้องของตน โครงหน้าของผู้เฒ่าผู้บังคับบัญชาก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

“แอซากิส” ชายผู้นั้นกล่าวโดยยิ้มและยกมือผอมๆ ขึ้นอย่างช้าๆ เป็นการทักทาย “อะไรทำให้เจ้าติดต่อคนแก่อย่างรีบร้อนอย่างนี้”

แอซากิสไม่เคยหาคำตอบได้ว่าผู้บังคับบัญชามีอายุเท่าใดแน่ ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ทราบข้อมูลส่วนบุคคลเช่นนั้นเกี่ยวกับผู้เฒ่า พวกเขาได้เห็นการโคจรรอบดวงอาทิตย์หลายครั้งแล้ว ถึงอย่างนั้นดวงตาของผู้เฒ่ากลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจากซ้ายไปขวาด้วยความมีชีวิตชีวามากกว่าที่แอซากิสมีเองเสียอีก

“เราได้ติดต่อกับบางอย่างที่น่าประหลาดใจ อย่างน้อยก็น่าประหลาดใจสำหรับเรา” แอซากิสเริ่มต้นโดยโปรยอารัมภบทก่อนพร้อมกับพยายามมองตาของอีกฝ่ายหนึ่งตรงๆ “เราเกือบชนกับวัตถุที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร” แอซากิสกล่าวต่อไปพร้อมกับศึกษาสีหน้าของผู้เฒ่า

“วัตถุเหรอ เล่าอีกสิลูก”

“เพทรียังวิเคราะห์มันอยู่ แต่เราคิดว่ามันอาจเป็นหัวตรวจประเภทหนึ่ง และเราแน่ใจว่ามันไม่ใช่ของเรา” ตาของผู้เฒ่าเบิ่งกว้าง แม้แต่ผู้เฒ่าก็ดูเหมือนประหลาดใจ

“เราพบสัญลักษณ์แปลกๆ หลายตัวสลักอยู่บนลำตัวมันเป็นภาษาที่เราไม่รู้จัก” แอซากิสเพิ่มเติม “ผมกำลังส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้”

ผู้เฒ่าดูใจลอยไปชั่วครู่หนึ่ง วิเคราะห์ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาโดยใช้โอ^คอมของตน

หลังจากผ่านไปค่อนข้างนาน ดวงตาของเขากลับมามองดูแอซากิส ในที่สุดเขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่สะกดอารมณ์ใดๆ ว่า “เราจะเรียกประชุมสภาผู้เฒ่าฉุกเฉิน สิ่งบ่งชี้ทั้งหมดคือการอนุมานเบื้องต้นของเจ้านั้นถูกต้องแม่นยำ ถ้าเป็นจริง เราจำเป็นจะต้องทบทวนแผนทันที”

“ผมจะรอคำสั่ง” แอซากิสตัดการสื่อสารหลังจากกล่าวดังนั้น

แนสซิริย์ยา – อาหารเย็น

พันเอกฮัดสันและเอลิซาต่างกำลังดื่มแชมเปญหมดแก้วที่สาม และบรรยากาศระหว่างทั้งสองได้กลายเป็นทางการน้อยลงอย่างชัดเจน

“ฉันต้องพูดเลย แจ็ก แมสกูฟนี่เหมือนอาหารจากสวรรค์ แต่ฉันกินไม่หมด เยอะมาก”

“ใช่ มันยอดเยี่ยมจริงๆ เราควรฝากคำชมไปให้เชฟนะ”

“บางทีฉันควรแต่งงานกับเขา เขาจะได้ทำให้ฉันกินได้” เอลิซากล่าวโดยหัวเราะเกินจริงไปเล็กน้อย แอลกอฮอล์กำลังเริ่มออกฤทธิ์แล้ว

“ไม่ได้ เขาต้องเข้าแถวรอ ผมก่อน” เขาเสี่ยงกล่าวตลกโดยหวังว่าจะไม่เป็นการไม่เหมาะสมเกินไป เอลิซาแกล้งทำเป็นไม่สังเกตและเล็มปลาสเตอร์เจียนของตนต่อไป

“คุณยังไม่แต่งงานจริงเหรอคะ”

“ยัง ผมยังไม่เคยมีเวลาสำหรับเรื่องนั้น”

“นั่นเป็นข้อแก้ตัวเก่าๆ” เอลิซากล่าวโดยมองเขาแบบเขี้ยวลากดิน

“เอ่อ ที่จริงผมเกือบแล้วครั้งหนึ่ง แต่ชีวิตทหารไม่ไปด้วยกันกับการแต่งงานเท่าไร คุณล่ะ” เขากล่าวเพิ่มเติมโดยเปลี่ยนเรื่องไปจากเรื่องที่ยังคงทำให้ตนรู้สึกเจ็บ “คุณเคยแต่งงานไหม”

“พูดเล่นหรือเปล่าคะ และใครจะทนผู้หญิงที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปรอบโลกขุดใต้ดินเหมือนตัวตุ่นและเพลิดเพลินกับการทำลายหลุมฝังศพอายุเป็นพันๆ ปี”

“เข้าใจล่ะ” แจ็กกล่าวโดยยิ้มอย่างขมขื่น “เห็นได้ชัดว่าคุณไม่ได้เกิดมาเพื่อแต่งงาน” แจ็กยกแก้วขึ้นเสนอให้ดื่มให้แก่ความเศร้า “แก่เราสองคน”

บริกรมาถึงพร้อมด้วยซามูน13 อบใหม่จากเตาอีกสองสามชิ้นซึ่งเป็นการดีที่ขัดจังหวะความเศร้านั้นพอดี

แจ็กรู้สึกขอบคุณการขัดจังหวะนี้และพยายามขจัดความทรงจำเป็นระลอกที่ได้เข้ามาในใจอย่างกะทันหันให้ออกไปอย่างรวดเร็ว มันเป็นเรื่องที่ล่วงเลยไปแล้ว ตอนนี้แจ็กมีสาวงามนั่งอยู่ด้วย และแจ็กต้องสนใจเธอซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป

ดนตรีเบาๆ ในฉากหลังนั้นดังกำลังดี เอลิซาดูสวยมากในแสงเทียนสามเล่มที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะ ผมมีประกายทองและทองแดง และแสงแดดทำให้ผิวเรียบนั้นเป็นสีน้ำตาลสวย ดวงตาคมเป็นสีเขียวเข้มที่สุด เอลิซากำลังพยายามใช้ริมฝีปากอ่อนนุ่มงับชิ้นปลาสเตอร์เจียนออกจากก้างที่ถืออยู่ระหว่างนิ้วมือ แสนจะเซ็กซี่

เอลิซาจะไม่ยอมปล่อยให้จังหวะความอ่อนแอของพันเอกฮัดสันผ่านไปอย่างแน่นอน เอลิซาวางก้างบนขอบจานของตนและดูดน้ำจากนิ้วหัวแม่มือและนิ้วมือด้วยอาการเหมือนเฉยเมย เธอก้มศีรษะลงเล็กน้อยแล้วจ้องมองแจ็กอย่างจริงจังจนแจ็กกลัวว่าหัวใจของตนจะหลุดออกมาจากอกไปกองอยู่บนจาน

เมื่อตระหนักว่าตนไม่ได้ควบคุมสถานการณ์อีกต่อไป พันเอกฮัดสันก็พยายามรวบรวมสมาธิ เขาแก่เกินกว่าจะประพฤติเหมือนเด็กนักเรียนที่เป็นไข้ใจ แต่มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเอลิซาที่เขารู้สึกว่าน่าดึงดูดใจอย่างต้านทานไม่ไหว

เขาหายใจลึกแล้วใช้มือเช็ดหน้าและพยายามกล่าวว่า “คุณคิดว่าเราจะกินชิ้นสุดท้ายนี้หมดไหม”

เอลิซายิ้ม ค่อยๆ หยิบปลาสเตอร์เจียนอันโอชะชิ้นสุดท้ายและนำขึ้นมาที่ปากโดยนั่งโน้มตัวไปด้านหน้า ในท่านั้นคอของชุดถ่วงลงเล็กน้อย เผยให้เห็นทรวงอกเต่งตึง แจ็กซึ่งเขินอย่างเห็นได้ชัดเพียงแต่กัดคำเล็กๆ อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงตอนที่เอลิซาใช้นิ้วมือของเธอสัมผัสกับริมฝีปากของเขา เขารู้สึกถึงความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้น เอลิซากำลังเล่นกับเขาเหมือนแมวแหย่หนู และแจ็กไม่สามารถป้องกันตัวเองได้

แล้วด้วยอาการเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสา เอลิซากลับไปนั่งพิงพนักเก้าอี้ประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้นและส่งสัญญาณเรียกบริกรผอมสูงผู้เข้ามาหาในทันที

“ฉันคิดว่าถึงเวลาของชากระวานบ้างแล้ว คุณว่าไงคะแจ็ก”

แจ็กผู้เพิ่งฟื้นตัวจากเหตุการณ์ก่อนหน้าพูดตะกุกตะกักคล้ายๆ ว่า “เอ่อ ครับ ตกลง...” แจ็กดึงเสื้อคลุมให้ตึงแล้วพยายามใช้น้ำเสียงสบายขึ้นกล่าวว่า “ผมเชื่อว่ามันดีมากสำหรับการย่อย”

แจ็กตระหนักว่าได้กล่าวบางสิ่งบางอย่างน่าขันออกไป แต่ในเวลานั้นแจ็กคิดอะไรไม่ออก

“ทั้งหมดนี้น่ารื่นรมย์ใจมากค่ะแจ็ก เป็นค่ำคืนที่น่ารัก แต่เราต้องไม่ลืมเหตุผลที่เรามาพบกันคืนนี้ มีบางอย่างที่ฉันต้องให้คุณดู จำได้ไหมคะ”

ในจังหวะนั้นพันเอกฮัดสันกำลังคิดถึงอะไรก็ตามที่ไม่ใช่งาน

อย่างไรก็ตาม เอลิซาพูดถูก มีสิ่งที่กำลังเสี่ยงอยู่ที่สำคัญกว่าการเกี้ยวพาราสีโง่ๆ แต่ความจริงคือ สำหรับเขาแล้วการเกี้ยวพาราสีไม่ได้ดูเป็นอะไรโง่ๆ เลย

“แน่นอน” เขาตอบโดยพยายามนำสีหน้าทรงอำนาจกลับมา “ผมอดใจรอดูสิ่งที่คุณค้นพบไม่ไหว”

ณ จุดนี้ ชายอ้วนในรถยนต์ใกล้เคียงผู้กำลังฟังทุกสิ่งทุกอย่างตะโกนขึ้นว่า “แพศยา! ผู้หญิงเหมือนกันหมด ตอนแรกทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังจะพาเราไปดวงจันทร์แล้วกลับทิ้งเราลงมาเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น”

“ฉันคิดว่าสิบดอลลาร์ของนายจะมาอยู่ก้นกระเป๋าของฉันในไม่ช้า” ชายคนผอมกว่ากล่าวแล้วหัวเราะอย่างจริงจังตามหลังความเห็นของตน

“ว่ากันตามจริง ฉันไม่สนแม้แต่นิดเดียวว่าใครจะได้ขึ้นเตียงกับอาจารย์นั่น อย่าลืมว่าเราอยู่ตรงนี้แค่เพื่อหาว่าอาจารย์เขารู้อะไร” ในขณะที่เขาพยายามหาท่านั่งให้สบายขึ้นเนื่องจากหลังกำลังปวด เขาก็เพิ่มเติมว่า “เราน่าจะหาวิธีใส่กล้องเข้าไปในไอ้ภัตตาคารนั่นนะเนี่ย”

“ใช่ ใต้โต๊ะยิ่งดี แบบนั้นเราคงได้มองดูขาอ่อนของเธอเต็มๆ”

“ไอ้บ้า ไอ้โง่ที่ไหนเลือกนายมาทำภารกิจนี้เนี่ย”

“เจ้านายไงเพื่อน และฉันขอแนะนำว่านายไม่ควรดูถูกท่าน ท่านรู้เรื่องอุปกรณ์ดักฟัง และท่านอาจดักฟังรถคันนี้แล้วด้วยซ้ำ”

ชายร่างใหญ่เสียวสะดุ้ง ชั่วขณะหนึ่งเขานึกว่าหัวใจของตนได้หยุดเต้นไปแล้ว เขากำลังพยายามสร้างอาชีพการงาน และการดูถูกเจ้านายโดยตรงของตนไม่ใช่วิธีก้าวหน้าแน่ๆ

“หยุดคุยไร้สาระ” เขากล่าวโดยพยายามให้ฟังดูจริงจังและเป็นมืออาชีพ “แค่คิดเรื่องทำงานนี้ต่อและกลับไปฐานพร้อมกับอะไรเป็นรูปธรรมกันเถอะ” ขณะที่เขากำลังพูดเช่นนี้ เขาก็เหม่อมองไปที่จุดจุดหนึ่งในความมืดยามค่ำคืนซึ่งเป็นจุดที่มีขอบเขตไม่ชัดเจนเมื่อมองผ่านกระจกหน้ารถที่เป็นไอน้ำเล็กน้อย

เอลิซานำคอมพิวเตอร์สุดรักออกจากกระเป๋ามาวางบนโต๊ะแล้วเริ่มเลื่อนดูรูปถ่ายต่างๆ พันเอกฮัดสันผู้เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาพยายามมุ่งความสนใจไปที่บางสิ่งบางอย่าง แต่มุมไม่เอื้ออำนวย เมื่อพบสิ่งที่หาอยู่แล้วเอลิซาก็ลุกขึ้นและขยับไปยังที่นั่งติดกับเขา

“ทีนี้” เอลิซาเริ่มต้น “ทำตัวให้สบายค่ะ เรื่องมันยาว ฉันจะพยายามสรุปให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

เอลิซาเลื่อนดูจอของคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็วแล้วพบรูปถ่ายของจารึกที่สลักไว้ด้วยภาพวาดและอักษรรูปลิ่ม

“นี่เป็นรูปถ่ายของหนึ่งในจารึกที่พบในหลุมฝังศพของพระเจ้า

บอลดวินที่ 2 แห่งเยรูซาเลม” เอลิซากล่าวต่อไป “คาดกันว่าเขาเป็นคนแรกที่เปิดถ้ำแห่งแม็กเพล่าซึ่งรู้จักกันในชื่อถ้ำแห่งพระบิดรด้วย เมื่อปี พ.ศ. 1662 ซึ่งเป็นที่ที่เชื่อว่าฝังอับราฮัมและลูกชายคือ ไอแซ็กกับเจคอบไว้ หลุมฝังศพใต้ตินพวกนี้พบใต้สิ่งที่ทุกวันนี้เรียกว่ามอสค์หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอับราฮัมในเมืองฮีบรอนบนเวสต์แบงก์” ณ จุดนี้ เอลิซาแสดงรูปของมัสยิดให้เขาดู

“ข้างในหลุมฝังศพพวกนี้ นอกจากสิ่งอื่นจำนวนมากแล้ว พระเจ้า

บอลดวินพบชุดจารึกที่คงเป็นของอับราฮัม เชื่อกันว่าเป็นบันทึกบางอย่างของเขาด้วยซ้ำซึ่งเขาบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ ที่สุดบางเหตุการณ์ในชีวิตไว้”

“บันทึกการเดินทาง” แจ็กเสนอแนะโดยหวังสร้างความประทับใจในเชิงบวก

“ในแง่หนึ่งก็ใช่ค่ะ บางคนในระยะประวัติศาสตร์ช่วงนั้นจดอะไรเยอะในขณะที่กำลังเดินทาง”

เอลิซาเลื่อนไปยังรูปถ่ายอีกรูปหนึ่งและอธิบายต่อไป “ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดด้านภาษาและเครื่องหมายแสดงออกต่างๆ ของ

เวลานั้นพยายามแปลสิ่งที่ได้บันทึกไว้บนจารึกนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าความคิดเห็นแบ่งแยกกันในหลายแง่ แต่ทุกคนเห็นด้วยว่านี่”

เอลิซากล่าวต่อไปพร้อมกับขยายรายละเอียดบนรูปถ่าย “ตีความได้ว่าเป็น “พาหนะ” หรือ “ภาชนะของเทพเจ้า” แล้วมีคำว่า “ฝัง” “ความลับ” “การปกป้องคุ้มครอง” ซึ่งค่อนข้างชัดเจนด้วย”

แจ็กเริ่มรู้สึกงงเล็กน้อย แต่พยักหน้าไปเรื่อยๆ เพื่อโน้มน้าวเอลิซาว่าตนเข้าใจอย่างที่สุดแล้ว เอลิซามองดูเขาปราดหนึ่งแล้วกล่าวต่อไป “สัญลักษณ์นี้ ในทางตรงกันข้าม” เอลิซากล่าวพร้อมกับปรับจอให้ภาพชัดเจนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “ตามความเห็นบางคน คงเป็นตัวแทนถึงหลุมฝังศพและหลุมฝังศพของพระเจ้า ในขณะที่ส่วนนี้อาจพรรณนาถึงพระเจ้าองค์หนึ่งที่เตือนหรือแม้แต่ขู่คนที่ล้อมรอบตัวอยู่”

พันเอกฮัดสันตามไม่ทันสิ่งที่เอลิซากล่าวอยู่อีกต่อไปซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะแอลกอฮอล์ ส่วนหนึ่งเพราะน้ำหอมที่ทำให้เคลิบเคลิ้มที่ฟุ้งออกมาจากตัวเอลิซา และส่วนหนึ่งอาจเพราะกำลังถูกดวงตาของเอลิซาสะกด ถึงอย่างนั้นเขาก็พยักหน้าต่อไปเสมือนทุกอย่างชัดเจน

“พูดง่ายๆ” เอลิซากล่าวโดยได้สังเกตเห็นว่าแจ็กเกิดความงงงวยมากขึ้นกว่าเดิม “ผู้เชี่ยวชาญได้ตีความเนื้อหาของจารึกนี้ว่าเป็นการแสดงเหตุการณ์ที่ยืนยันว่าได้เกิดขึ้นในระหว่างเวลาของ

อับราฮัมซึ่งพระเจ้าที่กล่าวอ้างกันหรือเทพเจ้าหลายองค์ตามที่กล่าวกว้างๆ คงได้ซ่อนหรือฝังมันไว้ใกล้หนึ่งในหลุมศพของตน มันเป็นบางอย่างที่มีค่ามาก อย่างน้อยก็สำหรับพวกเทพเจ้า”

“นั่นดูเหมือนการด่วนสรุปไปหน่อย” แจ็กเริ่มโดยพยายามกล่าวอะไรบ้างในเรื่องนี้ “การกล่าวว่าบางอย่างที่มีค่าถูกฝังไว้ใกล้หลุมฝังศพของเทพเจ้า มันไม่ใช่ว่าเขาให้พิกัดจีพีเอสมา มันอาจหมายถึงแทบจะอะไรก็ได้ที่ไหนก็ได้”

“คุณพูดถูก แต่สิ่งที่จารึกทั้งหมดโดยเฉพาะที่มีอายุแสนนานมาแล้วต้องไปผ่านกระบวนการตีความและอรรถาธิบายจํากัดแวดวงเฉพาะในบริบท นั่นล่ะทำไมถึงต้องมีผู้เชี่ยวชาญ และฉันก็เผอิญเป็นหนึ่งในนั้นด้วย” ขณะที่เอลิซากล่าวเช่นนี้ก็แกล้งทำท่าเป็นนางแบบที่กำลังตั้งท่าต่อหน้ากล้องปาปารัสซีไปด้วย

“ตกลง ตกลง ผมรู้ว่าคุณฉลาดขนาดไหน แต่ตอนนี้พยายามทำให้นี่ชัดเจนสำหรับเราผู้เป็นแค่มนุษย์หน่อย”

“ได้แน่นอนค่ะ” เอลิซากล่าวต่อไปทันทีที่ได้ตั้งสติใหม่ “เมื่อได้วิเคราะห์และเปรียบเทียบสิ่งที่ค้นพบทางประวัติศาสตร์ทุกประเภทซึ่งรวมถึงข้อเท็จจริง ตำนาน ข่าวลือและอื่นๆ แล้ว ความเห็นพ้องต้องกันของกลุ่มคนฉลาดที่สุดในโลกคือ มีองค์ประกอบแห่งความจริงอยู่ในการบูรณะนี้ จากพื้นฐานนี้ได้ทำให้นักโบราณคดีจากทั่วโลกพากันค้นหาวัตถุลึกลับนี้”

“แต่เอลแซดเกี่ยวกับทั้งหมดนี้ตรงไหน” การทำงานของสมองของพันเอกฮัดสันเริ่มกลับสู่ปรกติ “เขาบอกผมว่า การวิจัยนี้มุ่งเป้ากู้สิ่งประดิษฐ์ต่างดาวในจินตนาการ”

“และนั่นอาจเป็นจริงเลยล่ะค่ะ” เอลิซาตอบ “ปัจจุบันเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า “เทพเจ้า” เหล่านี้ซึ่งท่องเที่ยวรอบโลกในยุคโบราณนั้นไม่ใช่อะไรนอกเหนือไปจากสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์จากดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเรา เนื่องจากความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะในทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ จึงเป็นไปได้ทีเดียวว่าพวกเขาถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเทพที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้”

“ผมเข้าใจ” แจ็กขัดจังหวะ “ถ้าผมปรากฏตัวตรงหน้าเผ่าใจกลางป่าแอมะซอนในเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบอาปาเช่และเริ่มปล่อยขีปนาวุธ แม้แต่ผมก็อาจถูกเข้าใจผิดเป็นพระเจ้าที่กำลังโกรธได้”

“นี่เป็นผลที่พวกนั้นคงมีต่อประชาชนในเวลานั้นแท้ๆ เลยล่ะค่ะ มีบางคนที่เชื่อด้วยซ้ำว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ที่ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาเข้าไปในโฮโมอีเร็กตัสหรือมนุษย์ที่ยืนตรง จึงเปลี่ยนสภาพพวกเขาในเวลาเพียงไม่กี่หมื่นปีไปเป็นพวกที่เราเรียกว่าโฮโมเซเปียนส์เซเปียนส์หรือมนุษย์ในปัจจุบัน”

เอลิซามองอย่างระมัดระวังไปที่พันเอกฮัดสันผู้ที่สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และตัดสินใจต่อยใต้เข็มขัดเข้าไป “ว่าตามจริง ในฐานะคนรับผิดชอบภารกิจนี้ ฉันนึกว่าคุณจะได้รับข้อมูลดีกว่านี้”

“ผมนึกอย่างนั้นเหมือนกัน” แจ็กโพล่ง “เห็นได้ชัดว่าพวกที่อยู่ในอำนาจปฏิบัติตามปรัชญา “นิ่งเสียตำลึงทอง”” ความโกรธกำลังเริ่มเข้ามาแทนที่ความซาบซึ้งอย่างมากมายก่อนหน้านี้

เมื่อรู้สึกเช่นนี้ เอลิซาจึงวางคอมพิวเตอร์บนโต๊ะและนำใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของพันเอกฮัดสันเสียจนเขากลั้นหายใจไปชั่วครู่ด้วยความคิดว่าเอลิซาต้องการจุมพิตเขา “ทีนี้ส่วนที่ดีที่สุด” เอลิซากล่าว

เอลิซากลับไปยังที่นั่งด้วยการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วแล้วแสดงรูปถ่ายอีกรูปหนึ่งให้เขาดู "ในขณะที่ทุกคนพากันทุ่มเทให้กับการค้นหา “หลุมฝังศพของเทพเจ้า” อันเลื่องชื่อนี้โดยไปขุดคุ้ยพีระมิดอียิปต์หรือหลุมฝังศพที่เป็นตัวแทนอันยอดเยี่ยมของเทพเจ้า ฉันกลับตีความสิ่งที่สลักอยู่บนจารึกต่างออกไปซึ่งฉันเชื่อว่าเป็นการตีความที่ถูกต้อง ดูนี่สิคะ” เอลิซากล่าวพร้อมกับแสดงภาพที่มีข้อความตามการตีความของตัวเธอเองให้เขาดูอย่างอิ่มเอมใจ

เพื่อนสนิททั้งสองคนที่ฟังการสนทนาของผู้รับประทานอาหารเย็นคงยอมเสียอะไรก็ได้เพื่อให้สามารถเห็นรูปถ่ายที่กำลังแสดงให้พันเอกฮัดสันดู

“ให้ตายเถอะ!” คนร่างใหญ่กว่าร้อง “เราต้องเอาอุปกรณ์เคลื่อนที่นั่นมาให้ได้”

“หวังกันเถอะว่าอย่างน้อยคนหนึ่งจะอ่านออกเสียง” เพื่อนที่ผอมกว่าตอบ

“หวังกันเถอะว่า “อาหารเย็นโรแมนติก” นี่จะจบในไม่ช้า ฉันเซ็งที่ต้องนั่งอยู่ข้างนอกในความมืด และยิ่งไปกว่านั้น ฉันหิวมาก”

“หิวมากหรือ นายหมายความว่ายังไง นายเพิ่งกินแซนด์วิชส่วนของฉันไป”

“ไม่ทั้งหมดนี่เพื่อน มีเหลืออันหนึ่ง และฉันตั้งใจจะรีบกินให้หมด” เขาหันตัวเพื่อนำแซนด์วิชออกจากถุงบนเบาะหลังอย่างสบายใจ อย่างไรก็ตาม ขณะที่หันไป เข่าของเขาก็กระแทกปุ่มเปิดปิดบนระบบบันทึกเสียงซึ่งส่งเสียงบี๊ปเบาๆ ออกมา และดับไป

“เจ้าคนงี่เง่างุ่มง่าม! นายพยายามดึงดูดความสนใจอยู่หรือไง” ชายร่างผอมรีบเปิดสวิตช์เครื่องมืออีกครั้ง “ตอนนี้ฉันจะต้องเริ่มเดินระบบใหม่ และนั่นก็จะใช้เวลาอย่างน้อยนาทีหนึ่ง ภาวนาเถอะว่าเขาไม่พูดอะไรสำคัญ ไม่อย่างนั้นคราวนี้ฉันจะเตะโด่งก้นอ้วนของนายไปอ่าวเปอร์เซียเลย!”

“ขอโทษ” ชายร่างอ้วนกล่าวเบาๆ “ฉันคิดว่าถึงเวลาที่ใครบางคนต้องลดอาหารแล้ว”

“พระเจ้าฝังภาชนะพร้อมสิ่งของภายในอันมีค่าไว้ทางใต้ของวิหารโดยสั่งให้คนอยู่ห่างไว้จนกว่าพวกเขาจะกลับมา ด้วยความกลัวว่ามิเช่นนั้นจะเกิดภัยพิบัติน่ากลัวขึ้นกับทุกชาติ สี่ผู้คุ้มครองผู้ช่วงโชติประจำอยู่ที่นั่นเพื่อปกป้องสถานที่”

“ฉันแปลว่าอย่างนี้” เอลิซากล่าวอย่างภูมิใจ “ในความเห็นของฉัน ชื่อที่ถูกต้องของมันไม่ใช่ “หลุมฝังศพ” แต่เป็น “วิหาร” และซิกกูแรตแห่งเมืองอูร์ที่ที่ฉันทำการวิจัยก็ไม่ใช่อะไรนอกจากวิหารที่ตั้งตระหง่านเพื่อพระเจ้า มีซิกกูแรตมากมายแน่ๆ ในพื้นที่นี้ แต่ไม่มีอันไหนใกล้กับบ้านที่เป็นของคนที่สันนิษฐานว่าเป็นคนที่สลักจารึกขนาดนี้: อับราฮัมเจ้าเก่านั่นเอง”

“น่าสนใจมาก” พันเอกฮัดสันกำลังพินิจพิเคราะห์ข้อความ “สถานที่ที่ทุกคนได้ระบุว่าเป็น “บ้านของอับราฮัม” อยู่ห่างจากวิหารแค่ไม่กี่ร้อยเมตร”

“นอกจากนั้น” เอลิซากล่าวต่อไป “ถ้าสิ่งมีชีวิตพวกนี้เป็นมนุษย์ต่างดาวจริงๆ จินตนาการสิคะว่า “ภาชนะ” นี้อาจน่าสนใจสำหรับทหารขนาดไหน อาจน่าสนใจมากกว่า “สิ่งของภายในอันมีค่า” ด้วยซ้ำ”

แจ็กครุ่นคิดชั่วครู่แล้วตอบว่า “นั่นเป็นเหตุผลที่ส่วนของเอลแซดสนใจทั้งหมดนี้ ภาชนะที่ฝังอยู่อาจเป็นมากกว่าภาชนะเอิร์ทเทนแวร์ธรรมดา”

“เก่งค่ะ และทีนี้สำหรับเวลาแห่งความจริง” เอลิซาร้องเหมือนกำลังแสดง “ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีคะ ตอนนี้ฉันขอนำเสนอสิ่งที่ฉันพบเช้านี้”

เอลิซาสัมผัสจอ และรูปถ่ายใหม่ปรากฏขึ้นบนอุปกรณ์ “แต่มันเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่อยู่บนจารึกนี่นา” แจ็กอุทาน

“ใช่แล้วค่ะ แต่ฉันเพิ่งถ่ายรูปนี้วันนี้” เอลิซาตอบโดยรู้สึกพอใจในตนเอง “เห็นได้ว่าอัมบราฮัมใช้สัญลักษณ์ที่แทน “เทพเจ้า” เหมือนกับที่ชาวซูเมเรียนได้ใช้ไปแล้ว: ดาวที่มีดาวเคราะห์สิบสองดวงล้อมรอบ และมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่ฉันพบสลักอยู่บนฝาของ “ภาชนะ” ที่เรากำลังอยู่ในขั้นขุด”

“อาจไม่มีความหมายอะไร” แจ็กตั้งข้อสังเกต “อาจเป็นแค่ความบังเอิญ สัญลักษณ์นั้นอาจมีความหมายหลายร้อยอย่างก็ได้”

“คุณคิดอย่างนั้นเหรอคะ แล้วอันนี้ล่ะ คุณคิดว่าคืออะไร” เอลิซาถามโดยแสดงรูปถ่ายสุดท้ายให้ดู “เราได้นี่จากด้านนอกของภาชนะโดยใช้อุปกรณ์เอกซ์เรย์พกพา”

แจ็กทำได้แต่จ้องมองด้วยความทึ่ง ดวงตาเบิ่งกว้าง

ยานธีออส – การวิเคราะห์ข้อมูล

เพทรียังคงจมอยู่กับการวิเคราะห์หัวตรวจเมื่อแอซากิสกลับมายังสะพานเดินเรือ “เขาบอกว่าจะติดต่อกลับมา” แอซากิสกล่าว

“ซึ่งหมายความว่าเขาจะพูดคุยเรื่องนี้ในกลุ่มพวกเขาเอง” เพทรีตั้งข้อสังเกตอย่างขมขื่น

“ประมาณเหมือนกับที่เราคาดหวังไว้ใช่ไหมล่ะ” แอซากิสตอบพร้อมกับตบหลังเพื่อนเบาๆ “งั้นทีนี้นายบอกอะไรฉันเกี่ยวกับโลหะก้อนใหญ่นี่ได้บ้าง”

“นอกจากความจริงว่าแทบไม่มีส่วนไหนของลำตัวที่สียังไม่ถลอก ฉันยืนยันกับนายได้ว่ายังไม่มีการส่งข้อความจากเพื่อนสามแฉกของเรา หัวตรวจดูเหมือนออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกษาเทหวัตถุในอวกาศเพียงอย่างเดียว ตัวท่องอวกาศโดดเดี่ยวประเภทหนึ่งซึ่งบันทึกข้อมูลและส่งข้อมูลกลับฐานเป็นระยะ” เพทรีชี้ให้ดูรายละเอียดบางประการของสายอากาศในภาพสามมิติที่โฉบอยู่ในห้อง

“เราอาจบินผ่านเร็วเกินกว่าที่มันจะบันทึกว่ามีเราอยู่” แอซากิสลองเดา

“ไม่ใช่แค่นั้นเพื่อนยาก เครื่องมือบนตัวมันตั้งโปรแกรมมาให้วิเคราะห์วัตถุที่ระยะทางหลายแสนกิโลเมตร เราผ่านมาใกล้เสียจนถ้าเราไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ กระแสลมที่ถูกพุ้ยไปทางท้ายของยานคงทำให้มันหมุนเป็นลูกข่างแล้ว”

“และตอนนี้ที่เราห่างออกมา นายคิดว่ามันอาจเปิดเผยว่ามีเราอยู่หรือเปล่า”

“ฉันไม่คิดอย่างนั้นเลยจริงๆ เราเล็กและเร็วเกินกว่าที่เขาจะสนใจอยู่มาก”

“ดี” แอซากิสกล่าว “ในที่สุดเราก็มีข่าวดีอยู่บ้าง”

“ฉันพยายามวิเคราะห์วิธีการส่งข้อมูลบนหัวตรวจ” เพทรีกล่าวต่อ “ดูเหมือนมันไม่มีอุปกรณ์เทคโนโลยี “ไลท์วอร์เทกซ์” เหมือนของเรา มันยังใช้ระบบกล้ำความถี่แบบเก่าอยู่”

“นั่นไม่ใช่ระบบที่บรรพบุรุษของเราใช้ก่อนการปฏิวัติใหญ่14 เหรอ” แอซากิสถาม

“ใช่เลย มันไม่มีประสิทธิภาพเท่าไร แต่ทำให้เราแลกเปลี่ยนข้อมูลทั่วทั้งดาวได้อยู่เป็นเวลานานและช่วยให้เรามาถึงจุดที่เราอยู่ตอนนี้จริงๆ"

แอซากิสนั่งลงบนเก้าอี้บัญชาการโดยกัดนิ้วไปด้วยระหว่างการสะท้อนคิดแล้วกล่าวว่า “ถ้านี่เป็นระบบการสื่อสารที่ใช้ในปัจจุบัน เราอาจจับการส่งสัญญาณของเขาได้บ้างด้วย”

“นายกำลังหวังจะเห็นว่าเขาสร้างหนังโป๊อะไรอยู่หรือเปล่า” เพทรีพูดตลกพร้อมแลบลิ้นออกมาตรงมุมปากด้านซ้าย

“เลิกพูดเรื่องงี่เง่าเถอะ ทำไมไม่พยายามปรับระบบการสื่อสารรองของเราให้เข้ากับเทคโนโลยีนี้แทนล่ะ ฉันอยากพร้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตอนไปถึงที่นั่น”

“ฉันเข้าใจ ฉันคาดว่าจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในส่วนกั้นแยกแออัดๆ นั่น”

“หาอะไรกินก่อนเป็นไง” แอซากิสเสนอแนะโดยคาดหวังคำถามถัดไปของเพื่อนซึ่งแอซากิสจินตนาการว่าคงตามมาในไม่ช้าหลังจากนั้น

“นั่นเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลอย่างแรกที่ฉันได้ยินนายพูดวันนี้” เพทรี

ตอบ “ความตื่นเต้นทั้งหลายนี่ทำให้ฉันอยากอาหาร”

“งั้นเราจะพัก แต่ตอนนี้ถึงตาฉันตัดสินใจว่าเราจะกินอะไร ตับเนบิร์นั่นที่นายเลือกเมื่อวานนี้ติดอยู่ในกระเพาะน่าสงสารของฉันนานจนดูเหมือนกำลังงอกรากอยู่”

สิบนาทีหลังจากนั้นในขณะที่เพื่อนร่วมเดินทางทั้งสองยังคงยุ่งอยู่กับการบริโภคอาหาร วิศวกรหนุ่มในห้องควบคุมภารกิจพิเศษขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติบนโลกกำลังจับการเปลี่ยนแปลงแปลกๆ ในเส้นทางของหัวตรวจที่ตนเฝ้าสังเกตอยู่

“ท่านครับ” เขาพูดใส่ไมโครโฟนที่ติดอยู่กับหูฟังบนศีรษะซึ่งห้อยอยู่ห่างจากปากไม่กี่เซนติเมตร “ผมคิดว่าเราอาจมีปัญหา”

“ปัญหาประเภทไหน” วิศวกรผู้รับผิดชอบภารกิจพิเศษถามอย่างวิตกกังวล

“ด้วยเหตุผลที่ไม่ทราบบางอย่าง จูโนเบี่ยงเบนออกจากเส้นทางที่กำหนดไว้เล็กน้อย”

“เบี่ยงเบนเหรอ มากแค่ไหน เกิดจากอะไร” เขารู้สึกตื่นตกใจกลัวเรียบร้อยแล้ว ต้นทุนของภารกิจพิเศษนี้สูงเกินไป ไม่ควรมีสิ่งใดผิดพลาด

“ผมวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ตอนนี้ การวัดและส่งข้อมูลทางไกลกำลังบ่งความเบี่ยงเบน 0.01 องศา โดยไม่ปรากฏคำอธิบาย ทุกอย่างดูเหมือนกำลังทำงานตามปรกติ”

“มันอาจชนกับเศษหินก็ได้” วิศวกรอาวุโสกว่าลองเดา “ที่จริงมันก็ไม่ไกลจากแถบดาวเคราะห์น้อยขนาดนั้น”

“จูโนถือว่าอยู่ในวงโคจรของดาวพฤหัสแล้ว และไม่น่ามีเศษหิน” เพื่อนร่วมงานวัยหนุ่มกว่ากล่าวอย่างคาดคะเน

“งั้นเกิดอะไรขึ้นล่ะ ต้องมีการทำงานผิดปรกติบางอย่าง” หลังจากการสะท้อนคิดชั่วครู่ เขากล่าวว่า “ผมอยากให้เดินการตรวจสอบสักสองอย่างกับเครื่องมือที่อยู่ในตัวมัน ผมต้องการผลในคอมพิวเตอร์ของผมในห้านาที” เขาสั่งแล้วปิดการสื่อสาร

ทันใดนั้นวิศวกรหนุ่มก็ตระหนักว่าตนได้รับความรับผิดชอบมากเพียงใด เขาสังเกตเห็นว่ามือของตนเองสั่นระริก แต่เลือกทำไม่สนใจเสีย เขาดำเนินการตรวจต่างๆ กับหัวตรวจด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมงาน โดยภาวนาไปด้วย คอมพิวเตอร์เริ่มเดินการควบคุมโปรแกรมตามลำดับ และภายในไม่กี่นาที ผลจากการวิเคราะห์ก็ปรากฏบนจอ

การตรวจสมบูรณ์ เครื่องมือทั้งหมดดำเนินงานได้ปรกติ

“ทุกอย่างดูเหมือนปรกติ” เพื่อนร่วมงานตั้งข้อสังเกต

“งั้นเกิดบ้าอะไรขึ้น ถ้าเราไม่เจออะไรในสองนาทีข้างหน้า หัวหน้าจะเตะก้นเราทั้งคู่” เขาเริ่มต้นพิมพ์คำสั่งใส่แป้นพิมพ์ตรงหน้าตนอย่างเอาเป็นเอาตาย

ไม่มีอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ

เขาต้องมีบางสิ่งบางอย่างไปเสนอจริงๆ และอย่างรวดเร็วด้วย เขาเริ่มใช้นิ้วเคาะโต๊ะ ทำต่อไปประมาณสิบวินาทีแล้วตัดสินใจพึ่งกฎที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรข้อแรกของคู่มือความประพฤติในที่ทำงาน: อย่าขัดแย้งนายเด็ดขาด

เขาเปิดสวิตช์ไมโครโฟนแล้วกล่าวว่า “หัวหน้า ท่านถูกครับ เป็นดาวเคราะห์น้อยทรอยที่ทำให้หัวตรวจออกนอกเส้นทาง โชคดีที่ไม่ใช่การชนโดยตรง แค่ผ่านมาใกล้ๆ เห็นชัดว่าดาวเคราะห์น้อยส่งแรงโน้มถ่วงดึงดูดจูโนเล็กน้อย ทำให้เปลี่ยนเส้นทางเล็กน้อย ผมกำลังส่งข้อมูลให้ท่านตอนนี้” เขากลั้นหายใจกล่าว

หลังจากเวลายาวยืดยาด เสียงภูมิใจของผู้บังคับบัญชาก็มาถึงหูฟัง “ผมแน่ใจเรื่องนั้นอยู่แล้ว เด็กน้อย นายเอาชนะสัญชาตญาณของทหารเก่าไม่ได้หรอก” แล้วเขาเพิ่มเติมว่า “พยายามกระตุ้นเครื่องยนต์บนหัวตรวจและแก้ไขเส้นทาง ผมจะไม่ยอมรับข้อผิดพลาดใดๆ” กล่าวดังนั้นแล้วเขาก็ปิดสวิตช์ ชั่วครู่หนึ่งหลังจากนั้น เขากลับมาเพิ่มเติมว่า “ทำได้ดีพ่อหนุ่ม”

วิศวกรหนุ่มรู้สึกว่าเลือดเริ่มต้นสูบฉีดทั่วร่างกายอีกครั้ง หัวใจกำลังเต้นแรงเสียจนเขาสามารถได้ยินเสียงชีพจรในหูได้ อย่างไรเสียนี่อาจเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องจริงๆ ก็ได้ เขาหันไปหาเพื่อนร่วมงานแล้วยกนิ้วหัวแม่มือให้ อีกฝ่ายผ่อนคลายและขยิบตาให้เขา ทั้งสองอยู่ในสถานการณ์ปลอดโปร่ง อย่างน้อยก็สำหรับตอนนี้

แนสซิริย์ยา – หลังอาหารเย็น

ระบบบันทึกถูกกระตุ้นการทำงานอีกครั้งพร้อมด้วยเสียงบี๊ปเบาๆ สามารถได้ยินเสียงของอาจารย์สาวอีกครั้งหนึ่งจากลำโพงขนาดเล็กด้านในเครื่อง “ฉันคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องไปกันแล้วค่ะแจ็ก ฉันต้องตื่นแต่เช้าไปขุดต่อ”

“ตกลง” พันเอกฮัดสันตอบ “ผมจะไปขอบคุณหัวหน้าพ่อครัวแล้วเราจะไปกัน”

“ให้ตายเถอะ!” ผู้ฟังคนที่ผอมกว่าร้อง “เพราะนาย เราเลยพลาดส่วนสำคัญที่สุดไปแล้ว”

“โธ่ ไม่เอาน่า ฉันไม่ได้ตั้งใจ” คนอ้วนกล่าวป้องกันตัวเอง “เราอาจพูดได้ทุกเมื่อว่าระบบทำงานผิดปรกติ และเราบันทึกการสนทนาทั้งหมดไม่ได้”

“ฉันลงเอยต้องปกปิดให้นายตลอด” อีกฝ่ายกล่าวอ้าง

“นายจะขอบใจฉัน ฉันมีแผนให้เราได้อุปกรณ์เคลื่อนที่นั่นเรียบร้อยแล้ว” เขาใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ขยี้จมูกแล้วกล่าวว่า “เราจะเข้าไปในห้องเธอคืนนี้และคัดลอกข้อมูลทั้งหลายโดยที่เธอไม่สังเกตด้วยซ้ำ”

“และเราจะทำยังไงถ้าอาจารย์เขาตื่น ร้องเพลงกล่อมเหรอ”

“อย่ากังวลไปเลยเพื่อน ฉันมีกลซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสองสามอย่าง” เขาตอบพร้อมหรี่ตา

ในระหว่างนั้น แจ็กและเอลิซากำลังเตรียมตัวออกจากภัตตาคาร พันเอกฮัดสันเปิดสวิตช์เครื่องสื่อสารพกพาและพูดกับผู้คุ้มกัน “เรากำลังออกไป”

“ทุกอย่างเงียบสงบด้านนอกนี้ครับผู้พัน” เสียงตอบสนองเข้ามาในหูฟัง

พันเอกฮัดสันเปิดประตูของอาคารและกราดตาดูพื้นที่รอบตัวอย่างระมัดระวัง ทหารผู้ได้มาพร้อมกับเอลิซาก่อนหน้านี้ยังคงยืนอยู่ใกล้รถยนต์ด้านนอก

“ไปได้พ่อหนุ่ม” พันเอกฮัดสันกล่าว “ฉันจะพาด็อกเตอร์ฮันเทอร์

กลับเอง”

ทหารยืนตรงทำวันทยหัตถ์ กล่าวบางสิ่งบางอย่างใส่เครื่องสื่อสารแล้วหายตัวไปในเงามืด

“เป็นค่ำคืนที่มหัศจรรย์มากค่ะแจ็ก” เอลิซากล่าวขณะทั้งสองออกจากภัตตาคาร เอลิซาหายใจเอาอากาศเวลากลางคืนอันสดชื่นเข้าไปลึกๆ แล้วกล่าวเพิ่มเติมว่า “นานแล้วที่ฉันไม่ได้ใช้เวลาตอนเย็นแบบนี้ ขอบคุณมากๆ ค่ะ” เอลิซากล่าวพร้อมกับยิ้มหวานอีกครั้ง

“มาเถอะ เราไม่ปลอดภัยที่จะยืนอยู่ในที่แจ้งที่นี่” และเมื่อกล่าวดังนั้นแล้วเขาก็เปิดประตูรถและช่วยพยุงเอลิซาขึ้นรถ

เมื่อพันเอกฮัดสันอยู่หลังพวงมาลัยแล้ว รถยนต์สีเข้มคันใหญ่ก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็วโดยทิ้งกลุ่มฝุ่นที่เห็นได้ไว้ข้างหลัง

“ผมสนุกเหมือนกัน ผมคิดไม่ถึงเลยว่าเวลาตอนเย็นกับ “อาจารย์คนอวดดี” จะสนุกมากได้”

“อวดดีหรือคะ ใครๆ คิดกันอย่างนั้นเหรอ” และเอลิซาหันไปอีกทางหนึ่งโดยแกล้งทำเป็นน้อยใจ

“อวดดี ใช่ครับ แต่ยังเข้าอกเข้าใจ ฉลาด และแน่นอนว่าเซ็กซี่ด้วย” เมื่อเห็นว่าเอลิซากำลังหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง เขาจึงถือโอกาสลูบผมบนต้นคอด้านหลังของเอลิซา

การสัมผัสทำให้เอลิซาสั่นสะท้านลงไปตามสันหลัง เอลิซาคิดกับตนเองว่าจะยอมแพ้เร็วนักไม่ได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ เอลิซาไม่ปรารถนาจะพูดอะไร จึงยอมปล่อยตนเองให้เพลิดเพลินไปกับการนวดผ่อนคลายสั้นๆ นี้ แจ็กผู้รู้สึกมีกำลังใจจากการที่เอลิซาไม่มีปฏิกิริยาต่อกริยานี้ลูบผมเอลิซาต่อไปพักหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็เริ่มเลื่อนมือไปหาไหล่ของเอลิซาแล้วลูบลงไปตามแขนจนกระทั่งถึงปลายนิ้วอย่างอ่อนโยน เอลิซาจับมือของเขาและบีบแน่นโดยยังคงหันหน้าเข้าหากระจก เป็นมือใหญ่แข็งแรง การสัมผัสทำให้เอลิซารู้สึกปลอดภัย

ไม่ไกลออกไป รถยนต์สีเข้มอีกคันหนึ่งกำลังติดตามคนทั้งคู่โดยผู้โดยสารพยายามเงี่ยหูฟังการสนทนาที่น่าสนใจอีกครั้ง

“ฉันคิดว่าสิบเหรียญนั้นจะมาลงเอยเข้ากระเป๋าของฉันแล้วทีนี้ เพื่อนยาก” คนอ้วนกว่ากล่าว “เขากำลังพาเธอกลับไปโรงแรม เธอจะชวนเขาขึ้นไปดื่ม และทีนี้ล่ะ”

“ฉันหวังว่ามันจะไม่ลงเอยอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นเราจะคัดลอกข้อมูลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่นั่นยังไง”

“บ้าเอ๊ย ฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลย”

“นายไม่เคยคิดอะไรที่ไม่ได้จะลงไปอยู่ในกระเพาะจุๆ นั่นของนายหรอก”

“เอาเถอะ อย่าปล่อยให้เขาห่างนัก” ชายอ้วนกล่าวโดยทำไม่สนใจการยั่วยุ “ฉันไม่อยากให้สัญญาณหายอีก”

ทั้งสองกุมมือกันพักหนึ่งโดยไม่พูดอะไร ต่างก็จ้องมองผ่านกระจกหน้ารถ โรงแรมเข้ามาใกล้ขึ้นๆ และแจ็กเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาออกไปข้างนอกกับผู้หญิง แต่เย็นนั้นเขารู้สึกว่าความเขินอายที่ได้ทรมานเขาในช่วงวัยหนุ่มกลับมาอีกครั้ง เขานึกว่าจะเอาชนะได้ เขารู้สึกชาจากการสัมผัสเป็นเวลานาน บางทีเขาน่าจะพูดบางสิ่งบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบที่ทำให้เขินเสีย แต่เขาเลือกที่จะชะลอออกไปด้วยความกลัวว่าสิ่งใดก็ตามที่พูดจะทำลายจังหวะอันมหัศจรรย์แทน

เขารู้สึกขอบคุณเกียร์อัตโนมัติซึ่งหมายความว่าเขาไม่จำเป็นต้องดึงมือกลับมาเปลี่ยนเกียร์เพื่อขับรถในเวลากลางคืน

สำหรับเอลิซา ผู้ที่เรียกว่า “ผู้ชายในชีวิต” ทุกคนกำลังเริ่มเข้ามาในใจทีละคน เรื่องราว ความฝัน แผน ความสนุกและความสุขมากมายเหลือเกิน แต่ลงเอยด้วยการที่สิ่งลวงตาถูกขจัดออกไป กลายเป็นความขมขื่นและความเจ็บปวดเสมอ เสมือนว่าโชคชะตาได้ตัดสินใจแทนเอลิซาเรียบร้อยแล้ว เอลิซาได้ใช้ชีวิตที่น่าพอใจและเป็นที่รู้จักยอมรับกันอย่างแน่นอนในระดับอาชีพการงาน แต่ดูเหมือนมีข้อสรุปที่ทราบมาก่อนแล้วว่าคงไม่มีใครเคียงข้างตัวเธอเพื่อใช้ชีวิตร่วมกัน ตอนนี้เอลิซาอยู่ตรงนั้นในต่างประเทศ กุมมือเดินทางไปกับผู้ชายที่จนถึงวันนั้นเอลิซาจัดว่าเป็นเพียงอุปสรรคต่อแผนการ แต่เป็นผู้ที่กำลังปฏิบัติต่อตัวเธอด้วยความอ่อนโยนและความรักใคร่ขนาดนั้น เอลิซาถามตนเองมากกว่าหนึ่งครั้งว่าควรทำอะไร

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม” แจ็กถาม กังวลที่เห็นดวงตาของเอลิซาเริ่มชื้นขึ้นเรื่อยๆ

“ค่ะ ขอบคุณค่ะแจ็ก แค่เศร้าแป๊บเดียว เดี๋ยวก็จะผ่านไป”

“ความผิดของผมหรือเปล่า” พันเอกฮัดสันถามอย่างวิตกกังวล “ผมพูดหรือทำอะไรผิดไปหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ ค่อนข้างตรงกันข้าม” เอลิซาตอบทันที แล้วเพิ่มเติมด้วยเสียงอ่อนโยนที่สุดว่า “อยู่ใกล้ๆ ฉันนะคะ”

“ไม่เป็นไร ผมอยู่ตรงนี้ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องอะไร ผมจะไม่ปล่อยให้คุณมีอันตรายอะไร ตกลงไหม”

“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากๆ” เอลิซากล่าวในขณะที่พยายามเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลลงมาที่แก้มอย่างช้าๆ “คุณดีจริงๆ” แจ็กยังคงเงียบและจับมือของเอลิซาแน่นยิ่งกว่าเดิม

ป้ายโรงแรมปรากฏขึ้นที่ปลายถนน ทั้งสองเลี้ยวจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งโดยปราศจากคำพูด ในที่สุดพันเอกฮัดสันก็ชะลอรถและจอดข้างนอกตรงทางเข้าพอดี ทั้งสองมองหน้ากันอย่างจริงจัง ไม่มีใครกล้าพูดอยู่เป็นเวลานาน แจ็กทราบว่าขึ้นอยู่กับเขาที่จะเริ่มก่อน แต่เอลิซาแซงพูดก่อน “ตอนนี้คุณควรบอกฉันว่าเย็นนี้มีความสุขและคงจะดีมากถ้าฉันเชิญคุณขึ้นไปดื่ม”

“นั่นคงต้องอาศัยการฝึกซ้อมหน่อย” แจ็กกล่าวโดยรู้สึกเตลิดไปกับคำพูดของเอลิซาเล็กน้อย “คงเป็นไปอย่างนั้นถ้าคุณเป็นเหมือนคนอื่นทั้งหลาย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดอยู่” เขาหายใจและกล่าวต่อไป “ผมคิดว่าคุณเป็นคนพิเศษมาก และการใช้เวลาเย็นนี้ด้วยกันทำให้ผมมีโอกาสรู้จักคุณดีขึ้น และผมได้ค้นพบหลายอย่างที่คงไม่มีวันคาดว่าจะพบในตัว “นักโบราณคดี””

“ฉันจะถือว่าเป็นคำชม” เอลิซากล่าวโดยพยายามลดความจริงจังลงเล็กน้อย

“เบื้องหลังภาพลักษณ์ภายนอกของผู้หญิงแกร่งที่ทำลายไม่ได้ ผมคิดว่ามีลูกหมาที่อ่อนโยนขี้ตกใจอยู่ คุณเป็นคนเบิกบานที่มีลักษณะอ่อนไหว” เขาอาจจะเสียใจในภายหลังกับสิ่งที่กำลังจะพูด แต่เขารวบรวมความกล้าและกล่าวต่อ “พูดตรงๆ ผมไม่สนใจการมีเพศสัมพันธ์กันคืนหนึ่งที่คงจะอยู่แค่ในความทรงจำในภายหลังโดยไม่มีจุดหมายเหมือนกับคืนอื่นอีกหลายคืนที่ปล่อยให้ผมไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่าความว่างเปล่าอย่างที่สุด ผมต้องการมากกว่านั้นจากคุณ ผมขอสารภาพว่าผมชอบคุณมาตลอด” ขณะนี้เขาไม่สามารถห้ามตนเองได้อีกต่อไป เขากุมมือของเอลิซามาบีบแล้วกล่าวต่อไปว่า “ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราพบกันในสำนักงานของผม ผมก็ทราบว่าคุณเป็นอะไรที่พิเศษ ตอนแรกผมติดใจความสวยของคุณ แต่แล้วเสียงของคุณ ลักษณะที่คุณพูดกับผม ลักษณะที่คุณเคลื่อนไหว ลักษณะที่คุณเดิน รอยยิ้ม...” เขาหยุดชั่วครู่แล้วเพิ่มเติมว่า “เสน่ห์ของคุณสะกดผมแล้ว คุณขโมยหัวใจของผมไปแล้ว ผมไม่ทราบว่าจะมีชีวิตอยู่โดยไม่มีคุณได้ยังไงอีกต่อไป และเย็นนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนใจผม”

เอลิซาผู้ไม่ได้คาดหวังการประกาศชนิดนี้พูดไม่ออกไปชั่วครู่ แล้วเคลื่อนกายเข้าใกล้เขาอย่างช้าๆ โดยไม่มองตา เอลิซาลังเลชั่วขณะแล้วจุมพิตเขา

เป็นการจุมพิตอันยาวนานและอ้อยอิ่ง อารมณ์ทั้งเก่าและใหม่กำลังกรุ่นขึ้นในตัวของทั้งสอง ทันใดนั้นเอลิซาก็ถอยออกห่าง กล่าวกับเขาโดยที่อยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่เซนติเมตรว่า “ขอบคุณสำหรับคำพูดดีๆ ค่ะแจ็ก ฉันคงไม่ต้องการให้การพบกันลงเอยเป็นการมีเพศสัมพันธ์ในคืนสกปรกคืนหนึ่งเหมือนกัน เย็นนี้ได้ให้โอกาสฉันรู้จักคุณมากขึ้นและให้ฉันชื่นชมผู้ชายประเภทที่คุณเป็น ฉันคงไม่มีวันคิดว่าเบื้องหลัง “พันเอก” ผู้เคร่งครัดนั่นจะมีคนที่อ่อนโยนและอ่อนไหวอยู่ ฉันต้องสารภาพว่าฉันไม่ได้รู้สึกหัวใจเต้นเร็วขนาดนี้มานานแล้ว ฉันทราบว่าฉันไม่ใช่สาวๆ อีกแล้ว แต่ฉันไม่ต้องการทำลายทุกอย่างโดยบังคับให้คุณขึ้นไปกับฉันตอนนี้” เอลิซาหยุดพูดเป็นเวลานานแล้วกล่าวว่า “ฉันอยากเจอคุณอีกครั้งจริงๆ”

เอลิซาจุมพิตเขาอีกครั้งแล้วลงจากรถและวิ่งเข้าไปในโรงแรม กังวลว่าถ้าหันกลับไปแล้วจะไม่สามารถรักษาคำพูดได้

แจ็กมองดูเอลิซาจนกระทั่งหายลับไปหลังประตูหมุนของโรงแรม เขาคงอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับ โดยมองดูประตูหมุนจนกระทั่งหยุดสนิท แล้วชำเลืองมองป้ายโรงแรมที่กะพริบอยู่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วเหยียบคันเร่งและหายไปในความมืดพร้อมเสียงเอี๊ยดแหลมของยางรถ

ตัวละครในเงามืดสองคนผู้ได้เฝ้าดูคนทั้งคู่อยู่จอดรถที่ด้านหลังของโรงแรมและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งไม่ให้มีใครเห็น จากจุดได้เปรียบนี้ทั้งสองสามารถเห็นห้องของเอลิซาได้ หลังจากไม่ถึงนาที แสงก็สว่างขึ้น

“อาจารย์เขาเข้าไปข้างในแล้วและอยู่คนเดียว” ชายอ้วนกล่าว

ชายร่างผอมกว่าเตือนอีกคนหนึ่งอย่างรวดเร็วว่าเขาแพ้พนันแล้ว “ถึงเวลาคายออกมาแล้วเพื่อนรัก” เขากล่าวพร้อมถูนิ้วเข้าหากันเป็นเชิงที่หมายความว่าตนพร้อมรับเงิน

“แหม ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ฉันคาดไว้จนตอนนี้แหละ” คนอ้วนตอบ “ผู้พันที่รักของเราดูเหมือนเกิดปิ๊งขึ้นมา”

“ใช่ และอาจารย์เขาดูเหมือนค่อนข้างจะทอดสะพานด้วย”

“คู่รักน้อยๆ ที่น่ารัก” ชายร่างอ้วนกว่าตั้งข้อสังเกตพร้อมเสียงหัวเราะตามปรกติของตน “ตอนนี้เราแค่ต้องรอให้สาวนั่นเข้านอนแล้วเราจะเข้าไปคัดลอกข้อมูลทั้งหลาย” เขาลงจากรถแล้วเพิ่มเติมว่า “ระหว่างนี้ฉันจะเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม นายคอยดูว่าอาจารย์เขาปิดไฟหรือยัง”

เอลิซารู้สึกทรมานด้วยหลายพันอย่างในใจ เธอทำสิ่งที่เหมาะสมหรือเปล่าที่ปล่อยให้เขาไปอย่างนั้น เขารับได้เพียงใด เขาอยากเจอเธออีกจริงๆ ไหม แต่ในตอนท้ายเป็นเขาที่เสนอแนะให้ทั้งสองเลื่อนเวลาออกไป เขาแสดงความจริงจังน่าเชื่อถืออย่างปฏิเสธไม่ได้ เขาดูเหมือนจริงใจทีเดียวตอนที่แสดงออกด้วยลักษณะการสัมผัส นี่เป็นเพียงกลยุทธ์ทำให้เธอตกลงสู่ตาข่ายที่ถักทอไว้อย่างชำนาญหรือเปล่า บางสิ่งบางอย่างที่จะนำไปสู่ความผิดหวังในความรัก ความเจ็บปวดยิ่งขึ้น ความทุกข์ทรมานต่อไป เอลิซาตัดสินใจพยายามสลัดความคิดทิ้งไปก่อน อย่างไรแล้วก็บรรลุวัตถุประสงค์หลักสำหรับเย็นนี้: พันเอกฮัดสันได้อนุญาตให้ต่ออีกสองสัปดาห์ให้ทำงานวิจัยให้เสร็จสิ้น ที่เหลือยังต้องดูต่อไป และจนถึงขณะนี้

เอลิซาได้เรียนรู้ที่จะไม่ตกอยู่ในภาพลวงตามากเกินไป เอลิซาไม่สามารถยอมให้ตนเองทำผิดพลาดได้อีก ครั้งนี้เธอคงจะไม่หาย

เอลิซาถอดเสื้อผ้าแล้วกระโจนขึ้นเตียง แอลกอฮอล์ค่อนข้างบดบังความคิดไปแล้ว ความสำคัญอันดับแรกเพียงประการเดียวขณะนี้คือ การพักผ่อนนอนหลับเต็มอิ่ม เอลิซาปิดสวิตช์แสงสว่างและผล็อยหลับไปทันที

ในระหว่างนั้น แจ็กกำลังขับรถกลับฐานพร้อมคิดในทำนองเดียวกัน เอลิซาหลอกลวงเขาหรือเปล่า จะอยากเจอเขาอีกครั้งจริงๆ หรือเปล่า ทั้งที่มีความสงสัยเหล่านี้ แต่แจ็กรู้สึกแน่ใจว่าตนได้สร้างความประทับใจไว้แล้วโดยปัดโอกาสร่วมเตียงกับเอลิซาในลักษณะสูงส่งแบบนั้น คนอื่นน้อยคนที่จะทำเช่นนั้น และแจ็กแน่ใจว่าเอลิซาคงชื่นชมเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ท้ายที่สุดถ้าจะมีบางสิ่งบางอย่างระหว่างทั้งสองก็จะมีเวลาถมเถให้อยู่ด้วยกัน วันสองวันคงไม่ทำให้เกิดความแตกต่าง

“อาจารย์เขาปิดไฟแล้ว” ชายร่างผอมกล่าวด้วยเสียงต่ำเสมือนกลัวจะปลุกเอลิซา เขาหยิบกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ “เราเข้าไปได้”

ทั้งสองเคลื่อนที่อย่างระมัดระวังไปสู่ห้องโถงของบ้านที่ติดกับโรงแรมซึ่งทั้งสองได้เช่าห้องไว้

Бесплатный фрагмент закончился.

376,45 ₽
Возрастное ограничение:
0+
Дата выхода на Литрес:
15 мая 2019
Объем:
210 стр. 1 иллюстрация
ISBN:
9788873043386
Переводчик:
Правообладатель:
Tektime S.r.l.s.
Формат скачивания:

Похожие книги